เลนส์ตาเคลื่อน คือ อะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรับมือที่ถูกต้อง

|
|
เลนส์ตาเคลื่อน คือ อะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรับมือที่ถูกต้อง
เลนส์ตาเคลื่อน คืออะไร สาเหตุ

เคยอยู่ ๆ มองเห็นภาพเบลอเหมือนค่าสายตาเปลี่ยนกะทันหัน เห็นแสงกระจายเป็นเงา ๆ หรือเห็นขอบเลนส์เป็นเสี้ยว ๆ โดยเฉพาะคนที่เคยผ่าตัดต้อกระจกมาก่อน อาการแบบนี้อาจทำให้กังวลว่าเลนส์ตาเคลื่อนหรือเปล่า บทความนี้จะช่วยอธิบายว่าเลนส์ตาเคลื่อนคืออะไร เกิดจากอะไร อาการแบบไหนควรรีบพบจักษุแพทย์ การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร และแนวทางรักษาที่พบบ่อย เพื่อให้คุณรับมือได้อย่างปลอดภัยและไม่ตื่นตระหนกเกินจำเป็น

เลนส์ตาเคลื่อน อาการและวิธีรับมือ

เลนส์ตาเคลื่อน คืออะไร?

เลนส์ตาเคลื่อนในชีวิตจริงมักถูกใช้ได้ 2 ความหมายหลัก ๆ คือ เลนส์ตาเทียม (IOL) เคลื่อนหลังผ่าตัดต้อกระจกและเลนส์แก้วตาธรรมชาติ (Natural lens) เคลื่อน ซึ่งต่างกันมาก รวมถึงวิธีดูแลก็ไม่เหมือนกัน ดังนี้

1) เลนส์ตาเทียม (IOL) เคลื่อนหลังผ่าตัดต้อกระจก

หลังผ่าตัดต้อกระจก จักษุแพทย์จะใส่เลนส์ตาเทียม (Intraocular Lens: IOL) ไว้ภายในตา หากโครงสร้างที่พยุงเลนส์ (เช่น ถุงหุ้มเลนส์ เส้นใยยึดเลนส์) อ่อนแรงหรือเสียหาย เลนส์อาจเยื้องตำแหน่งหรือหลุดเคลื่อนได้

2) เลนส์แก้วตาธรรมชาติ (Natural lens) เคลื่อน

พบได้น้อยกว่า แต่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ กระแทกแรง ๆ หรือโรคบางชนิดที่ทำให้เส้นใยยึดเลนส์อ่อนแอ เลนส์แก้วตาเคลื่อนจนรบกวนการมองเห็น

หมายเหตุ: บางคนใช้อาจคำว่าเลนส์ตาเคลื่อน หมายถึง คอนแทคเลนส์เลื่อน หายไปใต้เปลือกตา ด้วย ซึ่งมักไม่อันตรายรุนแรงเท่ากรณีเลนส์ในลูกตา แต่ก็ไม่ควรมองข้ามหากมีปวดตา แดง หรือสงสัยว่าติดคาอยู่

อาการของเลนส์ตาเคลื่อนที่พบบ่อย

อาการอาจเป็นมากน้อยต่างกันตามระดับการเคลื่อนและตำแหน่งของเลนส์ โดยสัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่

  • มองเห็นเบลอหรือคุณภาพภาพตกลงกะทันหัน: อาจรู้สึกเหมือนค่าสายตาเปลี่ยนเร็ว ใส่แว่นเดิมแล้วไม่ชัดเหมือนเดิม
  • เห็นแสงกระจาย แสงแฟลร์ หรือภาพเงาซ้อน: โดยเฉพาะตอนกลางคืน เช่น เห็นไฟหน้ารถแตกเป็นแฉก หรือมีเงาแสงรบกวนในตาข้างเดียว
  • เห็นขอบเลนส์ เสี้ยวเงาดำที่ข้างภาพ (edge shadow): บางคนบรรยายว่าเหมือนมีเงามืด ๆ บังที่มุมภาพ โดยจะชัดขึ้นในบางทิศทางของสายตา
  • เห็นภาพซ้อนข้างเดียว (monocular diplopia): คือ ปิดตาอีกข้างแล้วยังเห็นซ้อนอยู่ ซึ่งต่างจากภาพซ้อนจากกล้ามเนื้อตา
  • ปวดตา ตาแดง หรือปวดศีรษะร่วมด้วย (บางราย): อาจเกิดเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันตาสูงเฉียบพลัน หรือมีการอักเสบ
  • อาการแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์ทันที?

  • ตามัวลงมากอย่างรวดเร็ว หรือเหมือนสูญเสียการมองเห็นทันที
  • ปวดตารุนแรง ตาแดงมาก คลื่นไส้ อาเจียน (เสี่ยงความดันตาสูงเฉียบพลัน)
  • มีประวัติอุบัติเหตุกระแทกตาหรือใบหน้าแล้วตามัว
  • เห็นแสงวาบร่วมกับหยากไย่ จุดดำจำนวนมาก หรือเหมือนมีม่านบัง (ต้องแยกจอประสาทตาฉีก ลอก)
  • การรักษาเลนส์ตาเคลื่อน

    ทำไมเลนส์ตาเคลื่อนจึงเกิดขึ้น?

    สาเหตุสำคัญมักเกี่ยวกับโครงสร้างที่พยุงเลนส์อ่อนแรงหรือถูกดึงรั้ง โดยปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่

    ปัจจัยเสี่ยงในคนที่ใส่เลนส์ตาเทียมหลังผ่าตัดต้อกระจก

  • เส้นใยยึดเลนส์ (zonules) อ่อนแรงตามอายุหรือโรคประจำตัวบางชนิด: ทำให้ถุงหุ้มเลนส์ที่รองรับเลนส์ตาเทียมไม่มั่นคง และค่อย ๆ เคลื่อนในระยะยาวได้
  • ภาวะ pseudoexfoliation (PXF): เป็นภาวะที่พบในผู้สูงอายุบางราย ทำให้เส้นใยยึดเลนส์เปราะและเพิ่มความเสี่ยงเลนส์เคลื่อน
  • เคยผ่าตัดวุ้นตา จอประสาทตา (vitrectomy) มาก่อน: โครงสร้างภายในตาเปลี่ยนไป ทำให้มีโอกาสเกิดการเคลื่อนของเลนส์ได้มากขึ้นในบางราย
  • อุบัติเหตุ การกระแทก การล้ม: แรงกระแทกอาจทำให้โครงยึดเลนส์เสียหายและเกิดการเคลื่อนแบบเฉียบพลัน
  • สายตาสั้นมาก (high myopia) หรือโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด: อาจสัมพันธ์กับความเปราะบางของโครงสร้างภายในตาได้
  • กรณีเลนส์แก้วตาธรรมชาติเคลื่อน

    มักสัมพันธ์กับอุบัติเหตุ โรคพันธุกรรม เมตาบอลิกบางชนิด หรือการอักเสบในตาเรื้อรัง ซึ่งควรให้จักษุแพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล

    เลนส์ตาเคลื่อนอันตรายไหม?

    เลนส์ตาเคลื่อนไม่เท่ากันทุกเคส บางรายเคลื่อนเล็กน้อย อาจแค่ทำให้คุณภาพการมองเห็นลดลงและติดตามอาการได้ แต่บางรายอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ความดันตาสูง การอักเสบ หรือกระทบจอประสาทตา สิ่งสำคัญคือไม่ควรเดาเองจากอาการ เพราะอาการตามัวหรือแสงกระจาย อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น ตาแห้ง กระจกตาผิดรูป วุ้นตาเสื่อม หรือปัญหาจอประสาทตา

    จักษุแพทย์ตรวจวินิจฉัยเลนส์ตาเคลื่อนอย่างไร?

    การตรวจมักทำได้ในคลินิกจักษุทั่วไป โดยแพทย์อาจประเมินดังนี้

  • ตรวจวัดสายตาและการหักเหของแสง (refraction): เพื่อดูว่าค่าสายตาเปลี่ยนไปผิดปกติหรือไม่ และช่วยแยกสาเหตุอื่น
  • ตรวจด้วยกล้องสลิตแลมป์ (slit-lamp): เพื่อดูตำแหน่งเลนส์ ขอบเลนส์ การสั่นของเลนส์ (phacodonesis) และการอักเสบ
  • ขยายม่านตาเพื่อดูส่วนหลังตา: ประเมินวุ้นตาและจอประสาทตา รวมถึงภาวะแทรกซ้อนร่วม
  • วัดความดันลูกตา: เพราะเลนส์เคลื่อนบางแบบอาจสัมพันธ์กับความดันตาสูง
  • ตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจ: เช่น OCT, อัลตราซาวด์ตา หรือถ่ายภาพส่วนหน้า ส่วนหลังตา เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม
  • วิธีรักษาเลนส์ตาเคลื่อน

    การรักษาขึ้นกับว่าเลนส์เคลื่อนมากแค่ไหน ส่งผลต่อการมองเห็นหรือความปลอดภัยของตาหรือไม่ และมีภาวะแทรกซ้อนร่วมไหม

    1) เฝ้าดูอาการและปรับแว่น กรณีเคลื่อนเล็กน้อย

  • หากเลนส์ยังอยู่ในตำแหน่งที่พอใช้งานได้และไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจแนะนำติดตามอาการเป็นระยะ
  • อาจปรับค่าสายตาหรือใช้แว่นช่วยลดอาการมองเบลอ แสงกระจายชั่วคราวตามความเหมาะสม
  • 2) รักษาภาวะแทรกซ้อนร่วม

  • หากมีความดันตาสูง อักเสบ หรือกระจกตาบวม แพทย์จะรักษาส่วนนี้ควบคู่ไปด้วยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการมองเห็น
  • ยาหยอดตาควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น เพราะการใช้ยาผิดชนิดอาจทำให้อาการแย่ลงได้
  • 3) ผ่าตัดแก้ไขเลนส์ตาเคลื่อน กรณีมีผลต่อการมองเห็นชัดเจนหรือเสี่ยงอันตราย

    วิธีผ่าตัดมีหลายแบบ ขึ้นกับสภาพตาและชนิดเลนส์ เช่น

  • จัดตำแหน่งเลนส์ใหม่ (repositioning): เหมาะกับบางกรณีที่เลนส์ยังนำกลับมาอยู่ตำแหน่งเหมาะสมได้ และโครงสร้างรองรับยังพอใช้ได้
  • ยึดเลนส์กับโครงสร้างภายในตา (fixation): อาจเป็นการยึดกับม่านตาหรือยึดกับผนังตา (scleral fixation) ตามความเหมาะสมและเทคนิคที่แพทย์ถนัด
  • เปลี่ยนเลนส์ตาเทียม (IOL exchange): ใช้เมื่อเลนส์เดิมไม่เหมาะจะยึดกลับ หรือมีปัญหาอื่นร่วม เช่น เลนส์เสียรูปหรือตำแหน่งไม่เสถียร
  • ผ่าตัดร่วมกับการดูแลวุ้นตา (เช่น vitrectomy) ในบางราย: โดยเฉพาะหากเลนส์หลุดไปด้านหลังหรือมีความเสี่ยงต่อจอประสาทตา แพทย์จะวางแผนให้ปลอดภัยที่สุด
  • ผลลัพธ์หลังรักษาขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น สุขภาพจอประสาทตา โรคต้อหินร่วม และระยะเวลาที่ปล่อยไว้ จึงควรประเมินโดยจักษุแพทย์เป็นรายบุคคล

    วิธีดูแลตัวเองเมื่อสงสัยเลนส์ตาเคลื่อน

  • งดขยี้ตาและหลีกเลี่ยงการกด กระแทกบริเวณตา: เพราะแรงกดอาจทำให้การเคลื่อนแย่ลงหรือกระตุ้นการอักเสบได้
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระแทกหรือออกแรงมาก: เช่น ยกของหนัก วิ่งกระแทก หรือกีฬาเสี่ยงปะทะ จนกว่าจะได้รับการประเมิน
  • งดขับรถ หากการมองเห็นไม่มั่นคงหรือมีภาพซ้อน/แสงแฟลร์มาก: เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ
  • หากปวดตา ตาแดงมาก ตามัวลงเร็ว ให้ไปพบแพทย์ทันที: ไม่ควรรอดูอาการเอง เพราะอาจมีภาวะฉุกเฉินทางตา
  • ข้อควรระวัง สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสงสัยเลนส์ตาเคลื่อน

  • ไม่ควรซื้อยาหยอดตาสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะมาใช้เอง: เพราะอาจบดบังอาการจริง หรือทำให้บางโรคแย่ลงได้
  • ไม่ควรรอให้หายเอง หากอาการรบกวนการมองเห็นชัดเจน: เลนส์ที่เคลื่อนมากมักไม่กลับเข้าที่เอง และการปล่อยไว้อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
  • ไม่ควรเชื่อจากการสังเกตด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว: อาการคล้ายกันอาจเกิดจากตาแห้ง กระจกตา หรือจอประสาทตา จึงควรตรวจด้วยเครื่องมือ
  • ป้องกันเลนส์ตาเคลื่อนได้ไหม?

    ไม่สามารถป้องกันได้ 100%  แต่ลดความเสี่ยงได้ด้วยแนวทางต่อไปนี้

  • มาตรวจติดตามหลังผ่าตัดต้อกระจกตามนัด: เพื่อให้แพทย์ประเมินความมั่นคงของเลนส์และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
  • ระวังการล้ม การกระแทกตา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ: การป้องกันอุบัติเหตุในบ้าน เช่น แสงสว่างเพียงพอ พื้นไม่ลื่น ช่วยลดความเสี่ยงได้
  • จัดการโรคตาร่วม (เช่น ต้อหิน การอักเสบในตา) ให้ต่อเนื่อง: เพราะโรคตาบางชนิดอาจทำให้โครงสร้างภายในตาเปราะขึ้น
  • สรุปเลนส์ตาเคลื่อนควรทำอย่างไรดี?

    เลนส์ตาเคลื่อนเป็นภาวะที่อาจเกิดได้ทั้งแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ที่เคยผ่าตัดต้อกระจก อาการเด่น ๆ คือ มองเบลอ แสงกระจาย เห็นเงาซ้อน หรือเห็นขอบเงาดำ และบางกรณีอาจมีปวดตา ตาแดงร่วมด้วย ซึ่งควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนรักษาที่เหมาะสม

    หากคุณกำลังกังวลเรื่องการมองเห็นหรือต้องการตรวจประเมินอย่างละเอียด Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง

    เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด พร้อมตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางและให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล

    FAQ คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ เลนส์ตาเคลื่อน

    Q1: เลนส์ตาเคลื่อนหายเองได้ไหม?

    โดยทั่วไปถ้าเป็นเลนส์ตาเทียมหรือเลนส์แก้วตาที่เคลื่อนจริงมักไม่กลับเข้าที่เอง ควรตรวจเพื่อประเมินว่าต้องเฝ้าดูอาการหรือควรรักษาเพิ่มเติม

    Q2: เลนส์ตาเคลื่อนหลังผ่าตัดต้อกระจกเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่?

    เกิดได้ตั้งแต่ไม่นานหลังผ่าตัดไปจนถึงหลายปีหลังผ่าตัด โดยขึ้นกับความแข็งแรงของโครงสร้างยึดเลนส์ อุบัติเหตุ และโรคตาร่วม

    Q3: อาการเห็นแสงกระจายตอนกลางคืน แปลว่าเลนส์ตาเคลื่อนเสมอไหม?

    ไม่ถูกเสมอไป เพราะอาการนี้พบได้จากตาแห้ง กระจกตาไม่เรียบ ค่าสายตาเปลี่ยน หรือปัญหาเลนส์ตาเทียมบางชนิดได้ จึงควรตรวจแยกหาสาเหตุ

    Q4: เลนส์ตาเคลื่อนต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

    ไม่จำเป็นทุกคน ถ้าเคลื่อนเล็กน้อยและไม่กระทบการมองเห็นมาก แพทย์อาจติดตามอาการ แต่ถ้าเคลื่อนมาก รบกวนการมองเห็น หรือมีภาวะแทรกซ้อน มักต้องพิจารณาผ่าตัด

    Q5: เลนส์ตาเคลื่อนรักษาด้วยยาหยอดตาได้ไหม?

    ยาหยอดตาอาจช่วยเรื่องอักเสบหรือความดันตาในบางกรณี แต่ไม่สามารถทำให้เลนส์กลับเข้าที่ได้ การรักษาหลักขึ้นกับตำแหน่งเลนส์และความรุนแรง

    Q6: เลนส์ตาเคลื่อนทำให้ตาบอดไหม?

    ถ้าได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม โอกาสควบคุมปัญหาและรักษาการมองเห็นมักทำได้ดีในหลายราย แต่หากปล่อยไว้นานหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็อาจกระทบการมองเห็นได้ จึงไม่ควรชะลอการตรวจ

    Q7: ทำเลสิก (LASIK) ทำให้เลนส์ตาเคลื่อนได้ไหม?

    โดยหลักการ LASIK เป็นการปรับความโค้งกระจกตา ไม่ได้ไปยุ่งกับเลนส์ภายในลูกตา จึงไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของเลนส์ตาเคลื่อน แต่หากมีอาการตามัวควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

    Q8: ถ้าเป็นคอนแทคเลนส์เคลื่อน สามารถเลื่อนไปหลังลูกตาได้ไหม?

    โดยกายวิภาคแล้วคอนแทคเลนส์ไม่สามารถเลื่อนไปหลังลูกตาได้ แต่มักเลื่อนไปซ่อนใต้เปลือกตาบนหรือพับอยู่ ซึ่งถ้าหาไม่เจอ ปวดตา หรือแดง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจและเอาออกอย่างปลอดภัย

    แชร์บทความ