ตาไม่สู้แสง วิธีแก้

|
|
ตาไม่สู้แสง วิธีแก้
ตาไม่สู้แสง แสบตาบ่อย รวมวิธีแก้และวิธีดูแลดวงตาให้ดีขึ้น

ตาไม่สู้แสง แสบตาบ่อย รวมวิธีแก้และวิธีดูแลดวงตาให้ดีขึ้น

เคยไหมคะ เวลาอยู่ในห้องที่ไฟสว่างๆ หรือออกไปกลางแจ้ง แล้วต้องคอยหยีตา แสบตา น้ำตาไหล หรือบางทีก็ปวดหัวตามมาแบบงงๆ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร อาการตาไวต่อแสงหรือที่หลายคนเรียกว่าตาไม่สู้แสง จริงๆ แล้วไม่ได้แปลว่าดวงตาของคุณอ่อนแอเสมอไป แต่มักเป็นสัญญาณบอกว่าดวงตาหรือระบบประสาทกำลังระคายเคือง เหนื่อยล้า หรืออาจมีภาวะบางอย่างซ่อนอยู่ก็ได้ค่ะ

วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก และไล่หาสาเหตุ รวมถึงวิธีการดูแลแบบปลอดภัยที่สามารถทำได้เอง ไปจนถึงสัญญาณที่บอกว่าคุณควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อ

อาการตาไม่สู้แสงเป็นอย่างไร

ถ้าคุณเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งด้านล่างนี้ ขอให้มองว่าเป็นสัญญาณที่ควรไปตรวจก่อนเลย มากกว่าการลองแก้เองอยู่ที่บ้าน เพราะบางอย่างถ้าปล่อยไว้อาจลุกลามได้

  • ปวดตารุนแรง หรือปวดตาชัดเจนมากเวลาโดนแสงเข้าตา
  • ตาแดงเร็วผิดปกติ หลังเจอแสง อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป เช่น ตามัวลง เห็นแสงแฟลช เห็นจุดดำลอยเยอะขึ้น หรือเหมือนมีม่านมาบังตา
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มตาตลอดเวลา เจ็บเวลาเปิดตา น้ำตาไหลมากผิดปกติ โดยเฉพาะหลังโดนฝุ่นหรือเศษผงเข้าตา (อาจเป็นกระจกตาถลอกหรือภาวะที่ต้องดูแลเฉพาะทาง)
  • มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้มาก ร่วมกับอาการตาไวต่อแสง หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • ตาไม่สู้แสง เกิดจากสาเหตุอะไร

    ตาไม่สู้แสง เกิดจากสาเหตุอะไร

    1. ตาแห้งและผิวตาระคายเคือง

    ถ้าน้ำตาเคลือบผิวตาไม่สมดุล ผิวตาจะไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลม แอร์ ฝุ่น ควัน รวมถึงแสงด้วย อาการที่มักมาคู่กันคือแสบๆ คันๆ เหมือนมีฝุ่นในตา น้ำตาไหลเป็นพักๆ และมักแย่ลงเวลาเราจ้องหน้าจอนานๆ

    2. ตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้

    ตาล้าไม่ได้แค่ทำให้เมื่อยรอบดวงตา แต่ทำให้ตาไวต่อแสง ปวดหัว และมองพร่าได้ด้วยเหมือนกัน ถ้าทำงานหน้าจอหนักๆ แล้วเริ่มทนความสว่างในห้องไม่ได้ หรือออกแดดแล้วแสบตาทันที แบบนี้เข้าข่ายอาการล้าสายตาได้

    3. เปลือกตาอักเสบหรือต่อมไขมันที่ขอบตาทำงานผิดปกติ

    ถ้ามีอาการขอบตามีคราบมัน คันตา ระคายเคือง ตาแดงเป็นๆ หายๆ สิ่งพวกนี้จะทำให้ผิวตาระคายง่ายขึ้น และไวต่อแสงได้ แนวทางการดูแลส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องความสะอาดของขอบตาเป็นหลัก

    4. ไมเกรนหรืออาการปวดศีรษะบางชนิด

    บางคนตาไวต่อแสงมาพร้อมปวดหัวตุบๆ คลื่นไส้ หรือเวียนหัว โดยเฉพาะเวลาเจอแสงจ้าๆ หรือไฟกะพริบ ถ้าเป็นลักษณะนี้บ่อยๆ ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อแยกสาเหตุ

    5. ภาวะอักเสบภายในตา หรือกระจกตาถลอก ติดเชื้อ

    กลุ่มนี้มักไม่ได้มีแค่แสบตาเวลาเจอแสง แต่มักจะปวดตา ตาแดง มองพร่า เห็นจุดดำลอย หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มตาตลอดเวลา และส่วนมากจะเป็นข้างเดียว ภาวะอักเสบภายในตา บางชนิดกำเริบได้เร็ว ควรเข้ารับการตรวจแบบเร่งด่วน

    ตาไม่สู้แสง มีวิธีแก้อย่างไรได้บ้าง

    1. ลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้แสงเข้าสู่ดวงตาโดยตรง

  • ปรับความสว่างหน้าจอให้พอดี ไม่สว่างแข่งกับไฟในห้อง
  • หลีกเลี่ยงการจ้องจอในห้องมืดสนิท เพราะความต่างของระดับแสงทำให้ตาล้าได้เร็ว
  • เวลาออกกลางแจ้ง แนะนำให้ใส่แว่นกันแดด หรืออย่างน้อยก็ใส่หมวก เพื่อบังแหล่งกำเนิดแสงไม่ให้ส่องเข้าตาโดยตรง
  • 2. ให้ตาได้พักบ้างอย่างเป็นระบบ

    มีข้อมูลสนับสนุนว่าการพักสายตาเป็นช่วงๆ ช่วยลดอาการล้าตาได้ในบางคน โดยการลดการมองใกล้ๆ แล้วเปลี่ยนไปมองไกลๆ เปลี่ยนจุดโฟกัส หรือหลับตาสั้นๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทั้งนี้ทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

    3. เพิ่มการกระพริบตา และช่วยให้ผิวตาชุ่ม

    เวลาจ้องหน้าจอ เรามักกระพริบตาน้อยลงโดยที่ไม่รู้ตัว ลองตั้งใจเพิ่มการกระพริบตาช้าๆ เป็นช่วงๆ จะช่วยลดอาการแสบตา และความไวต่อแสงในกลุ่มที่เกี่ยวกับตาแห้งหรือตาล้าได้

    4. จัดสภาพแวดล้อมเพื่อลดโอกาสที่ทำให้ตาแห้ง

  • เปลี่ยนมุมพัดลมหรือจัดโต๊ะทำงาน ให้ดวงตาไม่โดนลมปะทะตรงๆ เพราะลมทำให้น้ำตาระเหยเร็วมากจนตาแห้งโดยไม่รู้ตัว
  • ถ้าความชื้นในห้องน้อยมาก อาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้นช่วยได้
  • แนวคิดเรื่องลดลม เพิ่มความชื้น มักถูกพูดถึงในงานวิจัย บทความเกี่ยวกับตาแห้งและการระเหยของน้ำตา และใช้เป็นมาตรการเสริมร่วมกับการพักสายตาได้ค่ะ

    5. ถ้ามีอาการผิดปกติที่ขอบตา ให้ดูแลขอบตาร่วมด้วย

    ถ้าคันขอบตา มีคราบมัน หรือระคายเคืองขอบตาร่วมกับอาการตาไวต่อแสง การประคบอุ่นแบบพอดี และทำความสะอาดขอบตาอย่างเหมาะสมมักช่วยได้ แต่เน้นว่าอุ่นไม่ใช่ร้อนจัด เพื่อป้องกันผิวรอบดวงตาอักเสบ
    สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง: ไม่ขยี้ตาแรงๆ ไม่ซื้อยามาหยอดเอง และอย่าฝืนอยู่กับแสงจ้าตลอดเวลาจนปวดตา เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น การรักษาก็ยากขึ้นไปด้วย

    ดูแลดวงตาให้ดีขึ้นในระยะยาวแบบทำได้จริง

    ถ้าคันขอบตา มีคราบมัน หรือระคายเคืองขอบตาร่วมกับอาการตาไวต่อแสง การประคบอุ่นแบบพอดี และทำความสะอาดขอบตาอย่างเหมาะสมมักช่วยได้ แต่เน้นว่าอุ่นไม่ใช่ร้อนจัด เพื่อป้องกันผิวรอบดวงตาอักเสบ
    สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง: ไม่ขยี้ตาแรงๆ ไม่ซื้อยามาหยอดเอง และอย่าฝืนอยู่กับแสงจ้าตลอดเวลาจนปวดตา เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น การรักษาก็ยากขึ้นไปด้วย

    ดูแลดวงตาให้ดีขึ้นในระยะยาวแบบทำได้จริง

  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอและพักสายตาแบบจริงจัง เพราะความล้าและการใช้หน้าจอหนักๆ มีความสัมพันธ์กับอาการล้าตาและตาแห้งในหลายคน
  • ถ้ามีอาการบ่อยขึ้น แนะนำให้ตรวจสายตา เพราะบางครั้งค่าสายตาที่เปลี่ยนไป หรือภาวะตาแห้งเรื้อรัง ทำให้อาการไวต่อแสงเป็นๆ หายๆ ได้ การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุที่ต้องรักษาเฉพาะทาง
  • ถ้าจำเป็นต้องใช้หน้าจอหนักจริงๆ ให้จัดท่านั่ง ระยะห่างของจอ และแสงสว่างในห้องให้พอดี พร้อมกับพักเป็นช่วงๆ และตั้งใจกระพริบตาให้มากขึ้นค่ะ
  • สรุป ตาไม่สู้แสง ตรวจก่อน รักษาง่ายกว่า

    ตาไม่สู้แสงหรือไวต่อแสง รวมถึงอาการแสบตาบ่อยๆ อาจเกิดได้ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างตาแห้งและตาล้า ไปจนถึงภาวะอักเสบที่ควรตรวจโดยเร็วค่ะ ส่วนการดูแลขั้นพื้นฐานที่ปลอดภัย แนะนำให้เริ่มจากการ ปรับแสงในห้องและความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม พักสายตาเป็นช่วงๆ กระพริบตาให้มากขึ้น ลดลมที่ปะทะดวงตา หรือเลี่ยงแหล่งกำเนิดแสงที่ส่องเข้าตาโดยตรง แต่ถ้ามีอาการ ปวดตา ตาแดง หรือการมองเห็นเปลี่ยนไป ควรเข้ารับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุและรักษาให้ตรงจุด

    Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด

    นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาแพ้แสง

    Q1: ตาไม่สู้แสงสามารถทำเลสิคได้ไหม?
    ทำได้ค่ะ แต่ไม่ใช่กับทุกคนนะ ต้องดูว่าอาการไวต่อแสงเกิดจากอะไร และดวงตาเหมาะกับการทำเลสิคหรือเปล่า เพราะช่วงพักฟื้นอาจมีอาการระคายตา ตาแห้ง แสบตา หรือเห็นแสงฟุ้งได้ค่ะ

    Q2: ตาแพ้แสง ควรกินอะไรดี?
    ตอนนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่บอกว่ากินอะไรแล้วหายทันทีแบบการันตีค่ะ แต่ถ้าต้นเหตุเกี่ยวข้องกับตาแห้งหรือการอักเสบเล็กน้อย การกินอาหารให้สมดุลและดูแลพื้นฐานจะช่วยได้ในระยะยาว เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเลือกอาหารที่มี โอเมก้า 3, วิตามินเอ, ลูทีน และเบต้าแคโรทีนค่ะ

    Q3: ตาแพ้แสงหายเองได้ไหม?
    บางกรณีหายเองได้ค่ะ โดยเฉพาะถ้าเกิดจากการใช้หน้าจอนานๆ นอนน้อย เจอแสงจ้าฉับพลัน หรือระคายเคืองชั่วคราว แล้วอาการดีขึ้นเมื่อพักสายตา ลดความสว่าง และดูแลความชุ่มชื้นของผิวตา แต่ถ้าเป็นบ่อยขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดตาชัด ตาแดง หรือการมองเห็นเปลี่ยนไป ก็ควรให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียดจะดีกว่านะคะ

    Q4: ตาแพ้แสง ควรใส่แว่นไหม?
    โดยมากควรใส่ค่ะ โดยเฉพาะแว่นกันแดดเวลาออกกลางแจ้งเจอแดดจ้า และอาจใช้แว่นกรองแสงเวลาใช้หน้าจอ เพื่อช่วยลดหรือกรองแสง รังสี ที่เข้าสู่ดวงตา ซึ่งมักช่วยเรื่องตาแพ้แสงได้ดีขึ้นค่ะ

    แชร์บทความ