- 12/11/2025
อาการ “ตาบอดสี” หรือ Color Blindness เป็นภาวะที่ดวงตาไม่สามารถแยกแยะสีบางเฉดได้เหมือนคนปกติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามองไม่เห็นสีเลย แต่จะมีบางสีที่มองคล้ายกัน เช่น แดงกับเขียว หรือน้ำเงินกับม่วง ภาวะนี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในอาชีพที่ต้องใช้การมองเห็นสีอย่างแม่นยำ เช่น แพทย์ วิศวกร หรือนักบิน/p>
หลายคนอาจไม่รู้ว่าตนเองมีภาวะนี้ เพราะอาการไม่ได้รุนแรงและสังเกตได้ยาก การ “ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง” จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้รู้เบื้องต้นว่าคุณอาจมีแนวโน้มตาบอดสีหรือไม่ ก่อนจะเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ค่ะ
ตาบอดสีเกิดจากอะไร
ก่อนจะไปถึงวิธีทดสอบ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ตาบอดสี” เกิดขึ้นได้อย่างไร
ตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงในจอประสาทตาที่เรียกว่า Cone cells ซึ่งมีหน้าที่รับรู้สีหลัก 3 สี ได้แก่
เมื่อเซลล์เหล่านี้ทำงานผิดปกติหรือขาดหายไปบางส่วน จะทำให้มองเห็นสีผิดเพี้ยนไป เช่น เห็นสีแดงเป็นน้ำตาล หรือแยกสีเขียวไม่ได้ เป็นต้น
สาเหตุหลักของภาวะตาบอดสี ได้แก่
แม้ภาวะตาบอดสีจากพันธุกรรมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตได้ตามปกติด้วยการรู้เท่าทัน
ประเภทของตาบอดสี
ภาวะตาบอดสีสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท โดยแบ่งตามลักษณะของเซลล์รับแสงที่ผิดปกติ
1. ตาบอดสีแดง–เขียว (Red-Green Color Blindness)
เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด แบ่งย่อยได้อีก เช่น
- Protanomaly : มองสีแดงอ่อนลง
- Deuteranomaly : มองสีเขียวอ่อนลง
- Protanopia : มองไม่เห็นสีแดง
- Deuteranopia : มองไม่เห็นสีเขียว
2. ตาบอดสีน้ำเงิน–เหลือง (Blue-Yellow Color Blindness)
พบได้น้อยกว่า แบ่งเป็น
- Tritanomaly : มองสีน้ำเงินและเหลืองยาก
- Tritanopia : มองไม่เห็นสีน้ำเงิน
3. ตาบอดสีสมบูรณ์ (Total Color Blindness)
พบได้น้อยมาก มักเกิดจากความผิดปกติของจอประสาทตาทั้งหมด ทำให้มองเห็นได้เพียงสีเทา ขาว และดำ
วิธีทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง
การทดสอบตาบอดสีเบื้องต้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ทั้งแบบออนไลน์และแบบใช้แผ่นทดสอบ โดยมีวิธีหลักที่นิยมใช้คือ แบบทดสอบอิชิฮาระ (Ishihara Test)
แบบทดสอบ Ishihara (Ishihara Color Test)
เป็นการทดสอบมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก พัฒนาโดย Dr. Shinobu Ishihara จักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่น
ลักษณะของแผ่นทดสอบ:จะเป็นภาพวงกลมที่ประกอบด้วยจุดสีเล็ก ๆ หลายเฉด รวมกันเป็นตัวเลขหรือเส้นทาง
- 1. เตรียมจอภาพหรือกระดาษที่แสดงแผ่นทดสอบในแสงธรรมชาติ
- 2. อย่าใช้หน้าจอสว่างหรือมืดเกินไป เพราะอาจมีผลต่อการมองเห็น
- 3. มองภาพแต่ละแผ่นประมาณ 3–5 วินาที แล้วตอบตัวเลขที่เห็น
- 4. เปรียบเทียบกับเฉลยผลจากเว็บไซต์หรือเอกสารอ้างอิง
หากมองเห็นตัวเลขไม่ครบหรือไม่ตรงตามเฉลย ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมโดยจักษุแพทย์ เพื่อยืนยันผลอย่างแม่นยำ
(แนะนำควร “ตรวจสุขภาพตา” ประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง)
ทดสอบตาบอดสีที่โรงพยาบาล
หากต้องการผลที่แม่นยำ แนะนำให้ตรวจโดยจักษุแพทย์ ซึ่งจะมีเครื่องมือเฉพาะและวิธีทดสอบเพิ่มเติม เช่น
การตรวจเหล่านี้ช่วยระบุชนิดและความรุนแรงของภาวะตาบอดสีได้อย่างแม่นยำกว่าการทดสอบทั่วไป
เมื่อรู้ว่าตาบอดสี ควรทำอย่างไร
แม้ภาวะตาบอดสีจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (ในกรณีกรรมพันธุ์) แต่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติด้วยการปรับตัว เช่น
แนวทางดูแลตนเองและปรับตัวในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีจากสาเหตุอื่น เช่น โรคจอประสาทตา หรือใช้ยาบางชนิด ควรพบแพทย์เพื่อรักษาต้นเหตุโดยตรง
อ่านเพิ่มเติม : ตาบอดสีรักษาได้ไหม
แว่นช่วยตาบอดสีมีจริงหรือไม่?
ปัจจุบันมี “แว่นกรองสี (Color Correction Glasses)” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้มีภาวะตาบอดสีเห็นสีได้ชัดขึ้น เช่น แว่นจากแบรนด์ EnChroma หรือ Colorlite ซึ่งช่วยปรับแสงและความเข้มของสีให้สมดุลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แว่นชนิดนี้ไม่ได้รักษาอาการให้หายขาด เพียงช่วย “เพิ่มความแตกต่างของสี” เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้นในบางสถานการณ์เท่านั้น
สรุป ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองได้ แต่ควรยืนยันผลกับจักษุแพทย์
การทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองเป็นวิธีที่ดีในการรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการมองเห็นของตนเอง โดยเฉพาะก่อนสมัครงานบางอาชีพหรือเข้าสอบในสถาบันที่มีข้อจำกัดด้านสายตา แต่เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย ควรเข้ารับการตรวจอย่างเป็นทางการจากแพทย์เฉพาะทางค่ะ
หากคุณต้องการตรวจสุขภาพตาครบวงจร สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจักษุแพทย์ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้คำแนะนำเฉพาะบุคคลและการดูแลที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบตาบอดสี
Q1 : ตาบอดสีรักษาได้ไหม?
ภาวะตาบอดสีจากพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากเกิดจากโรคหรือยา อาจดีขึ้นเมื่อรักษาสาเหตุ
Q2 : สามารถสอบเข้าทหารหรือตำรวจได้ไหมหากตาบอดสี?
บางตำแหน่งที่ต้องใช้การมองเห็นสีอย่างแม่นยำ เช่น ขับรถหรือสัญญาณไฟ จะไม่รับผู้มีภาวะตาบอดสี
Q3 : แบบทดสอบออนไลน์เชื่อถือได้แค่ไหน?
เ ใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ แต่ไม่แม่นยำเท่าการตรวจโดยแพทย์ เพราะขึ้นอยู่กับจอภาพและแสงที่ใช้
Q4 : เด็กควรตรวจตาบอดสีเมื่อไหร่?
แนะนำให้ตรวจเมื่ออายุประมาณ 3–5 ปี หรือเมื่อเริ่มเข้าเรียน เพื่อให้ครูเข้าใจและช่วยสอนอย่างเหมาะสม
Q5 : ตาบอดสีมีผลต่อการขับรถไหม?
ส่วนใหญ่สามารถขับรถได้ตามปกติ แต่ควรฝึกจำตำแหน่งไฟจราจรแทนการดูสี
Q6 : แว่นกรองสีช่วยให้มองเห็นสีได้ปกติไหม?
ไม่ถึงขั้นปกติ แต่ช่วยให้แยกเฉดสีได้ดีขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกในชีวิตประจำวัน
Q7 : การทดสอบตาบอดสีใช้เวลานานไหม?
ใช้เวลาเพียง 5–10 นาทีเท่านั้น หากตรวจโดยแพทย์อาจใช้เวลามากขึ้นตามชนิดของเครื่องมือ
Q8 : คนที่เป็นตาบอดสีสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้ไหม?
ได้ โดยเฉพาะหากแม่เป็นพาหะ ยีนจะส่งต่อให้ลูกชายมีโอกาสตาบอดสีสูงกว่าปกติ


