ตาพร่ามัวเกิดจากอะไร ทำไมถึงมองไม่ชัด?

|
|
ตาพร่ามัวเกิดจากอะไร ทำไมถึงมองไม่ชัด?
ตาพร่ามัวเกิดจากอะไร ทำไมถึงมองไม่ชัด?

อาการ “ตาพร่ามัว” หรือ “มองเห็นไม่ชัด” เป็นหนึ่งในปัญหาทางสายตาที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย หลายคนอาจรู้สึกเพียงแค่มองภาพเบลอ เห็นไม่ชัดในบางเวลา แต่ในบางกรณีอาการตาพร่ามัวอาจเป็น สัญญาณเริ่มต้นของโรคตาที่อันตราย ซึ่งหากปล่อยไว้นานโดยไม่หาสาเหตุ อาจนำไปสู่ภาวะสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

ความหมายของอาการ “ตาพร่ามัว”

“ตาพร่ามัว” หมายถึง ภาวะที่การมองเห็นลดลง ไม่สามารถโฟกัสภาพได้ชัดเจนเหมือนปกติ อาจเกิดขึ้นเฉียบพลันในระยะสั้น หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้นในระยะยาวก็ได้ โดยอาการอาจเกิดขึ้น เฉพาะข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามสาเหตุ

สาเหตุของอาการตาพร่ามัว

อาการตาพร่ามัวมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงโรคทางตาและโรคระบบประสาทที่ร้ายแรง โดยแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ความผิดปกติของค่าสายตา

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเกิดจากดวงตาไม่สามารถโฟกัสแสงให้ตกบนจอประสาทตาได้อย่างพอดี ทำให้ภาพที่เห็นพร่ามัว เช่น

  • สายตาสั้น (Myopia) มองไกลไม่ชัด แต่มองใกล้ชัด
  • สายตายาว (Hyperopia) มองใกล้ไม่ชัด โดยเฉพาะเวลาอ่านหนังสือ
  • สายตาเอียง (Astigmatism)มองเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือมีเงาซ้อน
  • สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) พบในวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจาก กล้ามเนื้อมัดเล็กรอบเลนส์ตาแข็งตัว
  • แนวทางแก้ไข: ตรวจวัดค่าสายตาโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา เพื่อปรับแว่นหรือคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสม

    2. ปัญหาที่กระจกตา (Cornea)

    กระจกตาเป็นส่วนหน้าสุดของดวงตา ทำหน้าที่หักเหแสง หากมีความผิดปกติ เช่น

  • กระจกตาอักเสบ (Keratitis) จากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา

  • กระจกตาบวมน้ำ (Corneal edema) ทำให้มองเห็นมัวโดยเฉพาะตอนเช้า

  • กระจกตาเป็นแผลหรือมีรอยขุ่น ทำให้การมองเห็นลดลง

    แนวทางรักษา: ใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง หรือกรณีรุนแรงอาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

    อ่านเพิ่มเติม : กระจกตาบาง อาการเป็นอย่างไร

    3. โรคต้อหิน (Glaucoma)

    โรคต้อหินเป็นภาวะที่ ความดันลูกตาสูงกว่าปกติ ทำให้เส้นประสาทตาค่อย ๆ ถูกทำลาย ผู้ป่วยจะค่อย ๆ มองเห็นภาพมัวลงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณขอบภาพ หากปล่อยไว้อาจถึงขั้นตาบอดได้

    สัญญาณเตือน: มองเห็นภาพเบลอ มีอาการปวดตา ตาแดง หรือเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ

    แนวทางรักษา: ใช้ยาลดความดันตา เลเซอร์ หรือผ่าตัดตามความเหมาะสม

    4. โรคต้อกระจก (Cataract)

    เกิดจากเลนส์ตาขุ่น ทำให้แสงผ่านไปยังจอประสาทตาได้ไม่ดี ผู้ป่วยจะมองเห็นภาพมัว สีหม่น แพ้แสง หรือเห็นแสงกระจายตอนกลางคืน

    กลุ่มเสี่ยง: ผู้สูงอายุ ผู้ที่ได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน หรือใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง

    แนวทางรักษา: ผ่าตัดลอกต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม

    5. โรคจอประสาทตาเสื่อม (Retinal disease)

    จอประสาทตาทำหน้าที่รับภาพ หากเกิดความผิดปกติ เช่น

  • จอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (AMD)
  • เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic retinopathy)
  • จอประสาทตาหลุดลอก (Retinal detachment)
  • อาจทำให้มองเห็นภาพมัว บิดเบี้ยว หรือเห็นเงาดำบังกลางภาพ

    แนวทางรักษา: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การเลเซอร์ การฉีดยา หรือการผ่าตัดรักษาจอประสาทตา

    6. ปัญหาจากระบบประสาทหรือหลอดเลือด

    บางครั้งอาการตาพร่ามัวอาจไม่ได้มาจากดวงตาโดยตรง แต่เกิดจากโรคของระบบประสาทหรือหลอดเลือด เช่น

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)ทำให้การมองเห็นลดลงเฉียบพลัน

  • การอักเสบของเส้นประสาทตา (Optic neuritis) พบบ่อยในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS)

  • ไมเกรนทางตา (Ocular migraine) ทำให้เห็นภาพมัวหรือแสงกระพริบก่อนปวดหัว

    แนวทางรักษา: ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาร่วมกับจักษุแพทย์
  • ตาพร่ามัวแบบไหนควรรีบพบแพทย์?

    หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการมองเห็นพร่ามัว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • มองไม่ชัดเฉียบพลัน
  • มองเห็นภาพซ้อนหรือบิดเบี้ยว
  • เห็นแสงแฟลชหรือจุดดำลอยไปมา
  • ปวดตา ตาแดง หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • มองเห็นครึ่งเดียว หรือเห็นด้านหนึ่งหายไป
  • อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น จอประสาทตาหลุดลอก หรือหลอดเลือดในตาแตก ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

    อ่านเพิ่มเติม : เล่นโทรศัพท์มากตามัว มีวิธีแก้อย่างไร

    วิธีดูแลและป้องกันอาการตาพร่ามัว

    เพื่อป้องกันไม่ให้อาการตาพร่ามัวเกิดขึ้นหรือรุนแรงขึ้น สามารถดูแลตนเองได้ดังนี้

  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

  • พักสายตาทุก 20 นาที เมื่อใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์นาน ๆ

  • สวมแว่นกันแดด เมื่ออยู่กลางแจ้ง เพื่อป้องกันรังสี UV ที่ทำร้ายเลนส์ตาและจอประสาทตา

  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ ซี และอี รวมถึงลูทีนและซีแซนทีนที่ช่วยบำรุงสายตา

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือคอนแทคเลนส์โดยไม่ปรึกษาแพทย์

  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาหลายชนิด

    การดูแลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะสายตาพร่ามัวในอนาคตได้ค่ะ

  • การรักษาอาการตาพร่ามัว

    การรักษาอาการตาพร่ามัว

    แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น ตรวจสายตา ตรวจความดันตา ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่อง OCT หรือ Fundus camera แล้วจึงกำหนดแนวทางรักษาที่เหมาะสม เช่น

  • การใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ที่ตรงค่าสายตา

  • การใช้ยาหยอดตาหรือยาปฏิชีวนะ

  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (เช่น ในโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา)

  • การผ่าตัด (เช่น ต้อกระจก หรือจอประสาทตาหลุดลอก)

  • สรุป ตาพร่ามัวเป็นอาการที่ไม่ควรละเลย

    แม้อาการตาพร่ามัวจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างสายตาผิดปกติ ไปจนถึงโรคร้ายแรงของจอประสาทตา แต่สิ่งสำคัญคือ การตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะการรักษาที่เร็วจะช่วยป้องกันภาวะสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ค่ะ

    หากคุณเริ่มรู้สึกว่ามองภาพไม่ชัด หรือมีอาการตาพร่ามัวเป็นระยะ อย่ารอให้สายเกินไป — ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์ทันที เพื่อหาสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสมกับดวงตาของคุณค่ะ

      ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียว ควรเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

    หมอปู แห่งโปรดปรานเลสิค คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด

    นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดูว่าคุณเหมาะกับเลสิคหรือไม่ พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ตาพร่ามัวเกิดจากอะไร”

    Q1 : ตาพร่ามัวเฉียบพลันเกิดจากอะไร?

    อาจเกิดจากหลอดเลือดในตาอุดตัน จอประสาทตาหลุดลอก หรือเส้นประสาทตาอักเสบ ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ทันที

    Q2 : ตาพร่ามัวตอนเช้าหลังตื่นนอนเป็นเพราะอะไร?

    อาจเกิดจากกระจกตาบวมน้ำในช่วงตื่นใหม่ ๆ หรือดวงตาแห้งจากการนอนในห้องแอร์

    Q3 : ตาพร่ามัวข้างเดียวต้องกังวลไหม?

    ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตา หรือหลอดเลือดในตาอุดตัน

    Q4 : ใช้คอมพิวเตอร์แล้วตามัว เกิดจากโรคหรือเปล่า?

    ส่โดยมากเกิดจากอาการล้าของสายตา (Eye strain) หากพักสายตาแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรตรวจสายตา

    Q5 : ตาพร่ามัวในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร?

    มักเกิดจากต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อมตามวัย ซึ่งเป็นโรคที่รักษาได้ถ้าพบตั้งแต่ระยะแรก

    Q6 : ตาพร่ามัวจากเบาหวานอันตรายไหม?

    อันตรายค่ะ เพราะอาจเป็นภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หากปล่อยไว้เสี่ยงตาบอดถาวร

    Q7 : มองเห็นภาพซ้อนกับตาพร่ามัวต่างกันอย่างไร?

    ภาพซ้อนมักเกิดจากกล้ามเนื้อตาไม่ทำงานประสานกัน ส่วนภาพพร่ามัวคือมองไม่ชัดทั่วทั้งภาพ

    Q8 : ตาพร่ามัวรักษาได้ไหม?

    รักษาได้ค่ะ หากทราบสาเหตุและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง เช่น ปรับค่าสายตา ผ่าตัด หรือใช้ยา

    แชร์บทความ