- 24/03/2026
“เบาหวานขึ้นตา” เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในวัยทำงาน หลายคนไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ไม่ได้เข้ารับการตรวจ จนกระทั่งโรคลุกลามแล้วจึงเริ่มตามัวหรือเห็นภาพผิดปกติ
บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับ เบาหวานขึ้นตา ตั้งแต่กลไกการเกิดโรค อาการระยะต่าง ๆ แนวทางรักษา ไปจนถึงความสำคัญของการตรวจจอประสาทตาเป็นประจำ
เบาหวานขึ้นตา คืออะไร?
เบาหวานขึ้นตา หรือ Diabetic Retinopathy คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตา (Retina) เสื่อมสภาพ อ่อนแอ และรั่วซึม
เมื่อหลอดเลือดผิดปกติ จอประสาทตาจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการรับภาพ และหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร
สาเหตุของเบาหวานขึ้นตา
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องจะทำให้:
เส้นเลือดใหม่เหล่านี้เปราะบาง แตกง่าย และอาจทำให้เลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาหลุดลอกได้
อาการของ เบาหวานขึ้นตา
สิ่งสำคัญคือ ระยะเริ่มต้นมัก “ไม่มีอาการ”
เมื่อโรคลุกลาม อาจพบ:
ผู้ป่วยบางรายทราบว่ามีโรคเมื่อสายตาลดลงไปมากแล้ว
ระยะของเบาหวานขึ้นตา
1. ระยะไม่รุนแรง (Non-proliferative)
มีจุดเลือดออกเล็ก ๆ หรือหลอดเลือดโป่งพอง ยังไม่มีเส้นเลือดใหม่ผิดปกติ หากควบคุมน้ำตาลดี อาจชะลอการลุกลามได้
2. ระยะรุนแรง (Proliferative)
เกิดเส้นเลือดใหม่ผิดปกติ เสี่ยงต่อเลือดออกในวุ้นตา และจอประสาทตาหลุดลอก
เป็นระยะที่อันตรายและอาจสูญเสียการมองเห็นถาวร
3. ภาวะจอตาบวม (Diabetic Macular Edema)
ของเหลวรั่วเข้าสู่จุดรับภาพตรงกลาง ทำให้ภาพมัวและบิดเบี้ยว เป็นสาเหตุสำคัญของการมองเห็นลดลงในผู้ป่วยเบาหวาน
ใครบ้างที่เสี่ยง?
ยิ่งเป็นเบาหวานนาน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น
การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร?
การประเมินจะประกอบด้วย:
การตรวจประจำปีช่วยพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนมีอาการ
แนวทางการรักษา เบาหวานขึ้นตา
การรักษา เบาหวานขึ้นตา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความรุนแรงของความผิดปกติที่จอประสาทตา และผลกระทบต่อการมองเห็น เป้าหมายหลักคือชะลอการลุกลาม ลดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร โดยแนวทางสำคัญมีดังนี้
1. ควบคุมน้ำตาลในเลือด
ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในทุกระยะของโรค การรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด (เช่น HbA1c ตามเป้าหมายรายบุคคล) สามารถชะลอการเสื่อมของหลอดเลือดจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน รวมถึงลดโอกาสเกิดภาวะจอตาบวมและเส้นเลือดผิดปกติ การควบคุมอย่างต่อเนื่องมีผลโดยตรงต่อพยากรณ์โรคระยะยาว
2. เลเซอร์จอประสาทตา (Laser Photocoagulation)
ใช้ในกรณีที่พบเส้นเลือดใหม่ผิดปกติ หรือมีความเสี่ยงเลือดออกในวุ้นตา เลเซอร์จะช่วยลดการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่เปราะบาง และลดโอกาสเกิดเลือดออกหรือจอประสาทตาหลุดลอก แม้เลเซอร์จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้นทันที แต่ช่วยป้องกันการเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว
3. ฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection)
ใช้ในกรณีมี จอตาบวม (Diabetic Macular Edema) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการมองเห็นลดลง ยาที่ฉีดเข้าไปจะช่วยลดการรั่วซึมของหลอดเลือดและลดการบวมของจอประสาทตา การรักษาอาจต้องทำเป็นระยะตามแผนการรักษาของจักษุแพทย์
4. ผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy)
ใช้ในกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาจำนวนมาก หรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก การผ่าตัดจะช่วยนำเลือดหรือพังผืดออก และแก้ไขโครงสร้างจอประสาทตาเพื่อลดความเสียหายถาวร เป็นแนวทางรักษาในระยะรุนแรง
ป้องกันเบาหวานขึ้นตาได้อย่างไร?
แม้โรคนี้จะเป็นภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน แต่สามารถ “ควบคุมและชะลอ” ได้ หากตรวจพบเร็วและดูแลอย่างต่อเนื่อง แนวทางป้องกันสำคัญ ได้แก่
การควบคุมระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการทำลายหลอดเลือดจอประสาทตา
ความดันสูงและไขมันผิดปกติเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น
แม้ไม่มีอาการก็จำเป็นต้องตรวจ เพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการใด ๆ
ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายระหว่างตั้งครรภ์อาจเร่งการลุกลามของโรค
การตรวจจอประสาทตาเชิงป้องกันแม้ยังไม่มีอาการ ถือเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ทั่วโลก และช่วยลดโอกาสสูญเสียการมองเห็นได้อย่างมีนัยสำคัญ
สรุป เบาหวานขึ้นตาตรวจพบเร็ว รักษาได้ก่อนสาย
เบาหวานขึ้นตา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม ระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ จึงจำเป็นต้องตรวจจอประสาทตาเป็นประจำแม้ยังมองเห็นปกติ
การประเมินอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ที่ Prodpran LASIK โดยหมอปู ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะต้น และวางแผนดูแลเพื่อลดความเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว
นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เบาหวานขึ้นตา
Q1: เบาหวานขึ้นตาหายขาดไหม?
ไม่สามารถหายขาดได้ เนื่องจากเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดจอประสาทตา แต่สามารถควบคุม ชะลอ และลดความรุนแรงได้ หากรักษาเร็วและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสม
Q2: ไม่มีอาการต้องตรวจไหม?
ต้องตรวจ เพราะระยะแรกของ เบาหวานขึ้นตา มักไม่มีอาการผิดปกติ การรอจนมีตามัวอาจหมายถึงโรคลุกลามไปแล้ว การตรวจเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญมาก
Q3: ควรตรวจตาปีละกี่ครั้ง?
โดยทั่วไปอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่หากพบความผิดปกติแล้ว หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น เช่น ทุก 3–6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและการควบคุมระดับน้ำตาล


