- 27/12/2025
ทุกวันนี้เราทุกคนใช้สายตาหนักกว่าที่คิด ทั้งทำงานหน้าจอ ประชุมออนไลน์ เล่นมือถือระหว่างพัก หรือแม้แต่เวลาดูซีรีส์ก่อนนอน พอรู้ตัวอีกทีตาก็เริ่มล้า หนักๆ มัวๆ รู้สึกแสบตา หรือบางคนถึงขั้นปวดหัวโดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร หลายคนเลยสงสัยว่า “นี่เราตาล้าหรือเปล่า?” และ “ต้องแก้ยังไงถึงจะดีขึ้นแบบยั่งยืน”
บทความนี้จะพาไปเข้าใจแบบลงลึกว่า ตาล้าเกิดจากอะไร อาการแบบไหนที่ควรรู้ รวมถึง วิธีแก้และเทคนิคดูแลสายตาที่ทำตามได้จริงในชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่ต้องใช้คอมทั้งวันหรืออยู่กับหน้าจอแทบตลอดเวลา พร้อมแล้ว ไปเช็กกันว่าอาการที่คุณเจออยู่ใช่ “ตาล้า” หรือเปล่า และควรจัดการอย่างไรให้ดีขึ้นแบบไม่ต้องทนทรมานทุกวัน
ตาล้าเกิดจากอะไร? สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าทำอยู่ทุกวัน
1) ใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน (Digital Eye Strain)
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่แพทย์ระบุ
เวลาจ้องหน้าจอ สมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อตาโฟกัสอยู่ตลอด ทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตาและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการปรับโฟกัสของเลนส์ตา (Ciliary muscle)
เสิ่งที่ทำให้ล้ารวดเร็วขึ้นคือ
เดังนั้น แม้จะทำงานไม่หนัก แต่ถ้านั่งจ้องจอเป็นชั่วโมงโดยไม่พัก ก็ล้าได้มาก
2) การใช้สายตาระยะใกล้ต่อเนื่อง
การอ่านหนังสือ การเย็บผ้า ทำงานกราฟิก หรือดูหน้าจอมือถือใกล้เกินไป ล้วนทำให้กล้ามเนื้อปรับโฟกัสต้องหดตัวค้างเป็นเวลานาน เกิดเป็นอาการตึงหนักๆ บริเวณเบ้าตา
คนที่ทำงานละเอียด เช่น นักวาดภาพ นักออกแบบเครื่องประดับ ช่างฝีมือ จะเจอภาวะล้าบ่อยกว่าคนทั่วไป
3) แสงไม่เหมาะสม (ทั้งแสงน้อยและแสงจ้าเกินไป)
หลายคนอาจไม่รู้ว่า “สภาพแสง” คือปัจจัยสำคัญของตาล้า ซึ่งสภาพแสงผิดสมดุลมีหลายแบบ เช่น
4) ค่าสายตาผิดปกติแต่ไม่ได้แก้ไข
นี่คือสาเหตุที่มักถูกมองข้ามที่สุด โดยเฉพาะ:
5) ภาวะตาแห้ง (Dry Eye)
เมื่อดวงตาขาดความชุ่มชื้น ผิวกระจกตาจะระคายเคือง ส่งผลให้รู้สึกแสบ เคือง และโฟกัสภาพได้ยากขึ้นตาแห้งอาจเกิดจาก
6) พฤติกรรมใช้มือถือผิดท่า
อ่านเพิ่มเติม : เล่นโทรศัพท์มากตามัว วิธีแก้อย่างไร
อาการตาล้าเป็นอย่างไร? สังเกตให้ชัดว่าคุณกำลังเป็นอยู่หรือไม่
อาการของตาล้ามีมากกว่าแค่ “ปวดตา” ซึ่งบางครั้งอาจคล้ายปวดหัวไมเกรนหรือความเครียดจนแยกไม่ออก ต่อไปนี้คือสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด
อาการที่บ่งบอกว่ากำลังตาล้า
หากมีมากกว่า 2–3 อาการร่วมกัน โดยเฉพาะเวลาทำงานหน้าจอ มีโอกาสสูงว่าคุณกำลังมีภาวะ "ตาล้า"
อ่านเพิ่มเติม : ใส่แว่นแล้วปวดตา ปวดหัว ปัญหานี้แก้ได้
วิธีแก้ตาล้าอย่างถูกต้อง ทำตามได้จริงและเห็นผล
เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ควรใช้วิธีแบบผสมผสานทั้งการพักสายตา การปรับแสง การเพิ่มความชุ่มชื้นของตา และปรับพฤติกรรมใช้งานจอ ต่อไปนี้คือวิธีที่จักษุแพทย์แนะนำอย่างเป็นระบบ
1) ใช้กฎ 20-20-20 (ง่ายที่สุด แต่ได้ผลที่สุด)
“ในทุก 20 นาที ให้มองวัตถุที่ห่าง 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) นาน 20 วินาที”
เป็นเทคนิคที่ช่วย “ปลดล็อกการเกร็งของกล้ามเนื้อตา” ลดอาการล้าและช่วยให้ดวงตาโฟกัสได้ดีขึ้น
2) กระพริบตาให้ถี่ขึ้นหรือใช้น้ำตาเทียม
การจ้องหน้าจอทำให้กระพริบตาลดลงกว่าครึ่ง ส่งผลให้ตาแห้งจนนำไปสู่อาการล้าตา หากรู้สึกแสบ เคือง มองพร่า หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นในตา ควรใช้น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
(แนะนำวิธีการหยอดตาที่ถูกต้อง)
แนะนำให้เลือกน้ำตาเทียมชนิด:
การทำให้ผิวกระจกตาชุ่มชื้นเป็นการแก้ตาล้าระยะยาวที่ได้ผลชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง
3) ปรับสภาพแสงให้เหมาะสม
ลดงานของกล้ามเนื้อตาได้อย่างมาก
4) ตั้งหน้าจอให้อยู่ในตำแหน่งที่สบายที่สุด
จักษุแพทย์แนะนำว่า
5) พักการใช้สายตาระยะใกล้เป็นช่วงๆ
หลีกเลี่ยงการเพ่งมือถือหรือหนังสือติดต่อกันหลายชั่วโมง ควรสลับทำกิจกรรมอื่น หรือมองไกลบ่อยขึ้น6) ประคบร้อนหรือนวดรอบดวงตาเบา ๆ
ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ลดความตึงรอบดวงตาและหน้าผาก ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการล้าได้ดีมาก7) ตรวจค่าสายตาเป็นประจำ
หลายคนตาล้าเพราะใส่แว่นที่ “ค่าสายตาไม่ตรง” หรือไม่รู้ว่าตัวเองมีค่าสายตาเอียงจนทำให้ต้องเพ่งหนักกว่าปกติ ดังนั้นการตรวจทุก 1 ปีจะช่วยป้องกันตาล้าได้ยาวนานตาล้าเรื้อรังอันตรายไหม?
โดยทั่วไปตาล้าไม่ทำให้ตาบอด แต่หากปล่อยเรื้อรังอาจนำไปสู่
ตาล้าควรพบแพทย์เมื่อไหร่?
ควรไปพบจักษุแพทย์ในกรณีต่อไปนี้
สรุป ตาล้าแก้ได้ ถ้าเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้
ภาวะตาล้าเกิดจากการใช้สายตาใกล้และหน้าจอเป็นเวลานาน รวมกับความแห้งของดวงตาและสภาพแสงที่ไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาต้องทำแบบครบสูตร ทั้งพักสายตาให้ถูกวิธี เพิ่มความชุ่มชื้นให้ตา ปรับสภาพแสง และตรวจค่าสายตาให้ตรงกับปัจจุบัน หากปรับแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินปัญหาโดยละเอียด
- ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียว ควรเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด
นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ตาล้า”
Q1: ตาล้าหายได้เองไหม?
ได้ หากพักสายตาและปรับพฤติกรรม แต่ถ้าล้าบ่อยมากควรตรวจค่าสายตาหรือเช็กภาวะตาแห้ง
Q2: จ้องมือถือก่อนนอนทำให้ตาล้าจริงไหม?
จริง เพราะแสงสีฟ้าทำให้ตาเพ่งมากขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็งตลอดเวลา
Q3: น้ำตาเทียมช่วยแก้ตาล้าได้จริงหรือไม่?
ช่วยได้ โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะตาแห้งร่วมด้วย แต่ควรเลือกชนิดไม่มีสารกันเสียถ้าใช้บ่อย
Q4: ตาล้าต่างจากไมเกรนอย่างไร?
ตาล้าจะเริ่มจากปวดรอบตา หนักตา และมองพร่า ส่วนไมเกรนจะปวดตุบๆ ข้างเดียวและมักมีคลื่นไส้ร่วมด้วย
Q5: ใช้จอทั้งวัน ควรพักสายตาบ่อยแค่ไหน?
ทุก 20 นาทีตามกฎ 20-20-20 เป็นมาตรฐานที่ได้ผลที่สุด
Q6: ตาล้าเกี่ยวกับค่าสายตาเอียงไหม?
เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะสายตาเอียงที่ไม่ได้แก้ไขทำให้ต้องเพ่งมากขึ้นจนล้าเร็ว


