ตาล้า ปวดตา เกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้ปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ

|
|
ตาล้า ปวดตา เกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้ปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ
ตาล้า ปวดตา เกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้ปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ

ทุกวันนี้เราทุกคนใช้สายตาหนักกว่าที่คิด ทั้งทำงานหน้าจอ ประชุมออนไลน์ เล่นมือถือระหว่างพัก หรือแม้แต่เวลาดูซีรีส์ก่อนนอน พอรู้ตัวอีกทีตาก็เริ่มล้า หนักๆ มัวๆ รู้สึกแสบตา หรือบางคนถึงขั้นปวดหัวโดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร หลายคนเลยสงสัยว่า “นี่เราตาล้าหรือเปล่า?” และ “ต้องแก้ยังไงถึงจะดีขึ้นแบบยั่งยืน”

บทความนี้จะพาไปเข้าใจแบบลงลึกว่า ตาล้าเกิดจากอะไร อาการแบบไหนที่ควรรู้ รวมถึง วิธีแก้และเทคนิคดูแลสายตาที่ทำตามได้จริงในชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่ต้องใช้คอมทั้งวันหรืออยู่กับหน้าจอแทบตลอดเวลา พร้อมแล้ว ไปเช็กกันว่าอาการที่คุณเจออยู่ใช่ “ตาล้า” หรือเปล่า และควรจัดการอย่างไรให้ดีขึ้นแบบไม่ต้องทนทรมานทุกวัน

ตาล้าเกิดจากอะไร? สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าทำอยู่ทุกวัน

1) ใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน (Digital Eye Strain)

นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่แพทย์ระบุ

เวลาจ้องหน้าจอ สมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อตาโฟกัสอยู่ตลอด ทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตาและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการปรับโฟกัสของเลนส์ตา (Ciliary muscle)

เสิ่งที่ทำให้ล้ารวดเร็วขึ้นคือ

  • หน้าจอมีการกระพริบ (flicker)
  • แสงสีฟ้าทำให้เมื่อยล้าเร็วขึ้น
  • ระยะจอใกล้เกินไปทำให้ต้องเพ่งมากขึ้น
  • การกระพริบตาลดลงกว่า 50–60% ทำให้เกิดตาแห้งร่วมด้วย
  • เดังนั้น แม้จะทำงานไม่หนัก แต่ถ้านั่งจ้องจอเป็นชั่วโมงโดยไม่พัก ก็ล้าได้มาก

    2) การใช้สายตาระยะใกล้ต่อเนื่อง

    การอ่านหนังสือ การเย็บผ้า ทำงานกราฟิก หรือดูหน้าจอมือถือใกล้เกินไป ล้วนทำให้กล้ามเนื้อปรับโฟกัสต้องหดตัวค้างเป็นเวลานาน เกิดเป็นอาการตึงหนักๆ บริเวณเบ้าตา

    คนที่ทำงานละเอียด เช่น นักวาดภาพ นักออกแบบเครื่องประดับ ช่างฝีมือ จะเจอภาวะล้าบ่อยกว่าคนทั่วไป

    3) แสงไม่เหมาะสม (ทั้งแสงน้อยและแสงจ้าเกินไป)

    หลายคนอาจไม่รู้ว่า “สภาพแสง” คือปัจจัยสำคัญของตาล้า ซึ่งสภาพแสงผิดสมดุลมีหลายแบบ เช่น

  • ห้องมืดเกิน ต้องเพ่งมากขึ้น
  • แสงจ้ามาก แสงสะท้อนกระแทกตา
  • จอคอมสว่างเกินหรือมืดเกิน
  • แสงด้านหลังหรือด้านข้างส่องเข้าหน้าจอจนเกิด glares
  • ทั้งหมดนี้ทำให้ดวงตาต้อง “ปรับรับแสงซ้ำๆ” ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานหนัก

    4) ค่าสายตาผิดปกติแต่ไม่ได้แก้ไข

    นี่คือสาเหตุที่มักถูกมองข้ามที่สุด โดยเฉพาะ:

  • สายตาสั้น
  • สายตายาว
  • สายตาเอียง
  • สายตาไม่เท่ากัน
  • สายตายาวตามอายุ (Presbyopia)
  • หากไม่ใส่แว่น ไม่ใส่คอนแทคเลนส์ที่ค่าสายตาถูกต้อง ลูกตาจะต้องพยายามโฟกัสหนักกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ล้าเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะสายตาเอียง หากไม่แก้ มีโอกาสปวดตา ปวดหัวเรื้อรังได้สูงที่สุด

    5) ภาวะตาแห้ง (Dry Eye)

    เมื่อดวงตาขาดความชุ่มชื้น ผิวกระจกตาจะระคายเคือง ส่งผลให้รู้สึกแสบ เคือง และโฟกัสภาพได้ยากขึ้นตาแห้งอาจเกิดจาก

  • ใช้จอนานจนกระพริบตาน้อย
  • อยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน
  • ใส่คอนแทคเลนส์
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้
  • ซึ่งภาวะตาแห้งเป็นตัวเร่งให้เกิดตาล้าเร็วที่สุด

    6) พฤติกรรมใช้มือถือผิดท่า

  • นอนตะแคงเลื่อนฟีด
  • นอนดูหนังในที่มืด
  • ยกมือถือใกล้หน้าเกินไป
  • จอมือถือสว่างมากในห้องมืด
  • พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ตาต้องปรับโฟกัสหนักแบบไม่รู้ตัว สะสมจนล้าตลอดวัน

    อ่านเพิ่มเติม : เล่นโทรศัพท์มากตามัว วิธีแก้อย่างไร

    อาการตาล้าเป็นอย่างไร? สังเกตให้ชัดว่าคุณกำลังเป็นอยู่หรือไม่

    อาการตาล้าเป็นอย่างไร? สังเกตให้ชัดว่าคุณกำลังเป็นอยู่หรือไม่

    อาการของตาล้ามีมากกว่าแค่ “ปวดตา” ซึ่งบางครั้งอาจคล้ายปวดหัวไมเกรนหรือความเครียดจนแยกไม่ออก ต่อไปนี้คือสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด

    อาการที่บ่งบอกว่ากำลังตาล้า

  • ปวดตา หนักตา ตึงรอบเบ้าตา
  • มองพร่าเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะหลังจ้องจอนาน
  • แสบตา เคืองตา น้ำตาไหลง่าย
  • ปวดหัวบริเวณหน้าผากหรือขมับ
  • มองใกล้ได้น้อยลง รู้สึกเพ่งยาก
  • ตาไวต่อแสงหรือรู้สึกแสงจ้ากว่าปกติ
  • โฟกัสภาพช้า เปลี่ยนมองใกล้–ไกลแล้วมึน
  • หากมีมากกว่า 2–3 อาการร่วมกัน โดยเฉพาะเวลาทำงานหน้าจอ มีโอกาสสูงว่าคุณกำลังมีภาวะ "ตาล้า"

    อ่านเพิ่มเติม : ใส่แว่นแล้วปวดตา ปวดหัว ปัญหานี้แก้ได้

    วิธีแก้ตาล้าอย่างถูกต้อง ทำตามได้จริงและเห็นผล

    เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ควรใช้วิธีแบบผสมผสานทั้งการพักสายตา การปรับแสง การเพิ่มความชุ่มชื้นของตา และปรับพฤติกรรมใช้งานจอ ต่อไปนี้คือวิธีที่จักษุแพทย์แนะนำอย่างเป็นระบบ

    1) ใช้กฎ 20-20-20 (ง่ายที่สุด แต่ได้ผลที่สุด)

    “ในทุก 20 นาที ให้มองวัตถุที่ห่าง 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) นาน 20 วินาที”

    เป็นเทคนิคที่ช่วย “ปลดล็อกการเกร็งของกล้ามเนื้อตา” ลดอาการล้าและช่วยให้ดวงตาโฟกัสได้ดีขึ้น

    2) กระพริบตาให้ถี่ขึ้นหรือใช้น้ำตาเทียม

    การจ้องหน้าจอทำให้กระพริบตาลดลงกว่าครึ่ง ส่งผลให้ตาแห้งจนนำไปสู่อาการล้าตา หากรู้สึกแสบ เคือง มองพร่า หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นในตา ควรใช้น้ำตาเทียมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น

    (แนะนำวิธีการหยอดตาที่ถูกต้อง)

    แนะนำให้เลือกน้ำตาเทียมชนิด:

  • ไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free)
  • น้ำตาเทียมชนิดรายวัน สำหรับใช้บ่อย
  • การทำให้ผิวกระจกตาชุ่มชื้นเป็นการแก้ตาล้าระยะยาวที่ได้ผลชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง

    3) ปรับสภาพแสงให้เหมาะสม

  • ไม่ควรมืดจนต้องเพ่ง
  • ไม่จ้าจนแสบตาหรือเกิดแสงสะท้อนหน้าจอ
  • ปรับความสว่างหน้าจอให้สมดุลกับแสงในห้อง
  • ใช้โหมดถนอมสายตาเพื่อลดแสงสีฟ้า
  • ลดงานของกล้ามเนื้อตาได้อย่างมาก

    4) ตั้งหน้าจอให้อยู่ในตำแหน่งที่สบายที่สุด

    จักษุแพทย์แนะนำว่า

  • หน้าจอควรอยู่ห่าง 50–70 เซนติเมตร
  • จอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย
  • ป้องกันแสงสะท้อนด้วยแผ่นกันแสงหรือปรับมุมจอ
  • ใช้เก้าอี้และโต๊ะให้สัมพันธ์กับระดับสายตา
  • การปรับท่านั่งทำงานช่วยลดตาล้าและอาการปวดคอไปพร้อมกัน

    5) พักการใช้สายตาระยะใกล้เป็นช่วงๆ

    หลีกเลี่ยงการเพ่งมือถือหรือหนังสือติดต่อกันหลายชั่วโมง ควรสลับทำกิจกรรมอื่น หรือมองไกลบ่อยขึ้น

    6) ประคบร้อนหรือนวดรอบดวงตาเบา ๆ

    ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ลดความตึงรอบดวงตาและหน้าผาก ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการล้าได้ดีมาก

    7) ตรวจค่าสายตาเป็นประจำ

    หลายคนตาล้าเพราะใส่แว่นที่ “ค่าสายตาไม่ตรง” หรือไม่รู้ว่าตัวเองมีค่าสายตาเอียงจนทำให้ต้องเพ่งหนักกว่าปกติ ดังนั้นการตรวจทุก 1 ปีจะช่วยป้องกันตาล้าได้ยาวนาน

    ตาล้าเรื้อรังอันตรายไหม?

    โดยทั่วไปตาล้าไม่ทำให้ตาบอด แต่หากปล่อยเรื้อรังอาจนำไปสู่

  • อาการตาแห้งรุนแรง
  • ปวดหัวเรื้อรัง
  • สมาธิลดลง
  • ภาวะกล้ามเนื้อตาเกร็งเรื้อรัง
  • หากเริ่มมีอาการเหล่านี้บ่อยขึ้น ควรรีบประเมินพฤติกรรมใช้งานสายตาทันที

    ตาล้าควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

    ควรไปพบจักษุแพทย์ในกรณีต่อไปนี้

  • เจ็บลูกตารุนแรง
  • เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นผิดปกติ
  • อาการล้าไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์
  • แสบตาหนักจนใช้ชีวิตลำบาก
  • มองพร่าตลอดทั้งวัน
  • ใช้คอนแทคเลนส์แล้วมีอาการปวดตา
  • การตรวจตาอย่างละเอียดช่วยค้นหาสาเหตุ เช่น ปัญหาค่าสายตาแอบแฝงหรือภาวะตาแห้งเรื้อรัง

    สรุป ตาล้าแก้ได้ ถ้าเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้

    ภาวะตาล้าเกิดจากการใช้สายตาใกล้และหน้าจอเป็นเวลานาน รวมกับความแห้งของดวงตาและสภาพแสงที่ไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาต้องทำแบบครบสูตร ทั้งพักสายตาให้ถูกวิธี เพิ่มความชุ่มชื้นให้ตา ปรับสภาพแสง และตรวจค่าสายตาให้ตรงกับปัจจุบัน หากปรับแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินปัญหาโดยละเอียด

      ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียว ควรเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

    Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด

    นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ตาล้า”

    Q1: ตาล้าหายได้เองไหม?

    ได้ หากพักสายตาและปรับพฤติกรรม แต่ถ้าล้าบ่อยมากควรตรวจค่าสายตาหรือเช็กภาวะตาแห้ง

    Q2: จ้องมือถือก่อนนอนทำให้ตาล้าจริงไหม?

    จริง เพราะแสงสีฟ้าทำให้ตาเพ่งมากขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็งตลอดเวลา

    Q3: น้ำตาเทียมช่วยแก้ตาล้าได้จริงหรือไม่?

    ช่วยได้ โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะตาแห้งร่วมด้วย แต่ควรเลือกชนิดไม่มีสารกันเสียถ้าใช้บ่อย

    Q4: ตาล้าต่างจากไมเกรนอย่างไร?

    ตาล้าจะเริ่มจากปวดรอบตา หนักตา และมองพร่า ส่วนไมเกรนจะปวดตุบๆ ข้างเดียวและมักมีคลื่นไส้ร่วมด้วย

    Q5: ใช้จอทั้งวัน ควรพักสายตาบ่อยแค่ไหน?

    ทุก 20 นาทีตามกฎ 20-20-20 เป็นมาตรฐานที่ได้ผลที่สุด

    Q6: ตาล้าเกี่ยวกับค่าสายตาเอียงไหม?

    เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะสายตาเอียงที่ไม่ได้แก้ไขทำให้ต้องเพ่งมากขึ้นจนล้าเร็ว

    แชร์บทความ