- 26/12/2025
จอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration: AMD) เป็นโรคตาที่ทำให้ “การมองเห็นตรงกลางภาพ” ค่อย ๆ หายไปแบบไม่รู้ตัว สาเหตุสำคัญมาจากอายุที่มากขึ้น ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันสูง หรือภาวะหลอดเลือดเสื่อม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจว่ามองเห็นพร่าเพราะ “สายตาผิดปกติ” ทั่วไป จึงปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลามขั้นรุนแรง
เพื่อไม่ให้มองข้ามสัญญาณอันตราย บทความนี้จะพาเช็กอาการเตือนแบบละเอียด พร้อมแนวทางตรวจรักษาที่ควรรู้ก่อนเกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นถาวรค่ะ
จอประสาทตาเสื่อมคืออะไร เกิดขึ้นบริเวณใดของดวงตา
จอประสาทตาเสื่อมคือ ความผิดปกติของบริเวณ Macula ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่คมชัดที่สุดอยู่ตรงกลางจอประสาทตา เมื่อเซลล์บริเวณนี้เสื่อมหรือถูกทำลาย การมองเห็นตรงกลางจะพร่ามัว เห็นเส้นคดเบี้ยว หรือมีเงาดำบัง แม้ด้านข้างยังมองเห็นได้ปกติ
ลักษณะของโรคแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก
1) แบบแห้ง (Dry AMD) พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมของเซลล์รับแสงแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้มองเห็นพร่ามัวลงทีละน้อย 2) แบบเปียก (Wet AMD) อันตรายกว่า เกิดเส้นเลือดใหม่ผิดปกติใต้จอประสาทตา เลือดหรือของเหลวรั่วออกมา ทำให้การมองเห็นกลางภาพบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็วการรู้เท่าทันและตรวจเร็ว สามารถชะลอความเสื่อมและช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้มากที่สุดค่ะ
สัญญาณเตือน “จอประสาทตาเสื่อม” ที่ต้องสังเกตก่อนสายเกินไป
อาการของจอประสาทตาเสื่อมมักค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อยจนผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะในรูปแบบแห้งที่พัฒนาแบบช้า แต่ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร โอกาสรักษาและชะลอโรคยิ่งสูงขึ้น
อาการจอประสาทตาเสื่อม
1. มองเห็น “เส้นตรงกลายเป็นเส้นคดงอ”
เป็นอาการคลาสสิกที่สุด เช่น มองกรอบประตู ปลายผนัง หรือเส้นกระเบื้องแล้วเห็นบิดเบี้ยว การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แบบนี้บ่งชี้ถึงความผิดปกติของมาคูลาที่ชัดเจน
2. มองเห็นภาพตรงกลางพร่ามัว แม้ด้านข้างยังเห็นชัด
ผู้ป่วยหลายคนเริ่มสังเกตว่ามองตัวหนังสือกลางบรรทัดไม่ชัด แต่ยังเห็นรอบข้างได้ดี จนคิดว่าเป็นเรื่องสายตาสั้นหรือยาวธรรมดา หากปล่อยไว้ อาการจะเพิ่มขึ้นจนเหมือนมีเงาดำบังอยู่กลางภาพ3. อ่านหนังสือยาก รู้สึกต้องใช้แสงสว่างมากขึ้น
แม้สายตาผู้อายุมักต้องใช้แสงมากขึ้นอยู่แล้ว แต่หากสังเกตว่าจำเป็นต้องเพิ่มแสงตลอดเวลา หรืออ่านแล้วตัวหนังสือซ้อนกัน ควรตรวจเช็กทันที4. มองเห็นสีซีดลงหรือภาพจางกว่าปกติ
เพราะเซลล์รับแสงบริเวณมาคูลาเสื่อม ทำให้ความสามารถในการรับรายละเอียดและสีลดลง ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพหม่นเทาหรือขาดความคมชัด5. เกิด “จุดดำกลางภาพ” หรือมีพื้นที่ขาดหาย
เมื่อโรคเข้าสู่ช่วงลุกลาม จะเกิดจุดว่างกลางลานสายตา ทำให้การมองเห็นตรงกลางหายไปเป็นบริเวณ ทำให้ทำกิจวัตรทั่วไป เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ หรือทำงานละเอียดได้ลำบาก6. การมองเห็นตอนกลางคืนแย่ลง
จอประสาทตาเสื่อมอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามองเห็นในที่แสงน้อยลำบากขึ้น ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของแสงปัจจัยเสี่ยงสำคัญของจอประสาทตาเสื่อม
ก่อนเข้าสู่ส่วนต่อไป มาดูว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ควรระวัง เพราะการลดปัจจัยเสี่ยงสามารถช่วยชะลอโรคได้ถึงระดับหนึ่ง
- อายุ 50 ปีขึ้นไป
ยิ่งอายุมากขึ้น เซลล์รับแสงจะเสื่อมตามธรรมชาติ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
- สูบบุหรี่
สารพิษในบุหรี่ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้เกิดการอักเสบและลดการไหลเวียนเลือด เพิ่มความเสี่ยง AMD มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
- โรคประจำตัว
เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายรวมถึงดวงตาเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้มาคูลาเกิดความเสียหายได้ง่าย
- ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
มีงานวิจัยพบว่าพันธุกรรมมีผลต่อการเกิดโรคอย่างมีนัยสำคัญ หากสมาชิกในครอบครัวเคยเป็น ควรตรวจตาเป็นประจำ
- แสง UV และแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล
แสง UV มีผลต่อการเสื่อมของเซลล์รับแสง ส่วนแสงสีฟ้า (Blue Light) จากอุปกรณ์จออิเล็กทรอนิกส์สัมพันธ์กับภาวะ oxidative stress ซึ่งอาจเร่งให้เซลล์มาคูลาเสื่อมเร็วขึ้น
- อาหารไขมันสูง ผักผลไม้น้อย
อาหารที่ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน และซีแซนธีน ทำให้มาคูลาเสื่อมง่ายขึ้นกว่าปกติ
ตรวจอย่างไรให้รู้ว่าเราเป็นจอประสาทตาเสื่อมหรือไม่
การวินิจฉัยที่ถูกต้องต้องทำโดยจักษุแพทย์ผ่านหลายขั้นตอน เช่น
- ตรวจลานสายตาและความคมชัดของการมองเห็น
- ใช้ “Amsler Grid” เพื่อตรวจเส้นคดเบี้ยว
- ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่อง OCT เพื่อดูชั้นเนื้อเยื่ออย่างละเอียด
- ตรวจเส้นเลือดด้วย Fluorescein angiography เพื่อระบุเส้นเลือดผิดปกติ
การตรวจด้วยเครื่อง OCT เป็นมาตรฐานสำคัญเพราะเห็นความผิดปกติของมาคูลาได้แม้เพียงเล็กน้อย ทำให้รักษาได้เร็วขึ้นค่ะ
จอประสาทตาเสื่อมรักษาอย่างไร
แนวทางรักษาแตกต่างตามชนิดของโรค
1) รักษาแบบแห้ง (Dry AMD)
ไม่มียาที่รักษาให้หายขาด เป้าหมายคือ “ชะลอความเสื่อม” โดยเน้น
- การรับประทานวิตามินกลุ่ม AREDS2 (ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินซี อี ซิงก์)
- ควบคุมโรคประจำตัว
- ดูแลสุขภาพตา งดสูบบุหรี่
- ใช้แว่นกันแดดกัน UV ทุกครั้งเมื่อออกแดด
2) รักษาแบบเปียก (Wet AMD)
จำเป็นต้องรักษาอย่างรวดเร็วเพราะการเสื่อมเกิดขึ้นเร็วมาก วิธีหลักคือ
- ฉีดยายับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ (Anti-VEGF)
- เลเซอร์รักษาเฉพาะจุด
- Photodynamic therapy (PDT)
การดูแลตัวเองเพื่อชะลอจอประสาทตาเสื่อมไม่ให้ลุกลาม
ก่อนเข้าสู่ Bullet Points มาดูหลักสำคัญก่อนว่า “การใช้ชีวิตประจำวัน” มีผลโดยตรงกับความเร็วในการเสื่อมของมาคูลา ดังนั้นการปรับพฤติกรรมสามารถช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้มากกว่าที่คิด
- กินอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูง
- งดสูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้ควันบุหรี่
- ควบคุมโรคประจำตัวอย่างจริงจัง
- ใส่แว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติกัน UV 100%
- จำกัดเวลาใช้มือถือ/คอมพิวเตอร์ในที่มืด
- ตรวจตาเป็นประจำทุกปีหลังอายุ 40
สรุป จอประสาทตาเสื่อมต้องรู้เท่าทัน ตรวจเร็ว ลดเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น
จอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่ “อันตรายแบบค่อยเป็นค่อยไป” หากไม่รู้ตัว อาการอาจรุนแรงจนกระทบงานและคุณภาพชีวิต ดังนั้นหากเริ่มมีอาการ — เห็นเส้นคดงอ มองไม่ชัดตรงกลาง หรือมีจุดดำบดบัง — ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
การรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยถนอมการมองเห็น และหลายกรณีสามารถชะลออาการจนคงสภาพได้เป็นเวลานานค่ะ
- ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียว ควรเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด
นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “จอประสาทตาเสื่อม”
Q1 : จอประสาทตาเสื่อมรักษาหายไหม
รักษาไม่ให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอความเสื่อมและป้องกันการลุกลามได้ โดยเฉพาะหากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
Q2 : จอประสาทตาเสื่อมอันตรายแค่ไหน
เป็นโรคที่ทำให้ “การมองเห็นตรงกลาง” สูญเสียได้ถาวร ทำให้ทำกิจกรรมสำคัญ เช่น อ่านหนังสือหรือขับรถ ลำบากมากขึ้น
Q3 : อาการเริ่มต้นของโรคนี้คืออะไร
มองเห็นเส้นตรงเบี้ยว ตัวหนังสือซ้อนกัน มองตรงกลางไม่ชัด หรืออ่านหนังสือลำบาก ทักว่าต้องใช้แสงมากขึ้นเรื่อย ๆ
Q4 : จอประสาทตาเสื่อมป้องกันได้ไหม
สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการงดสูบบุหรี่ ใส่แว่นกันแดด ควบคุมเบาหวานและความดัน และกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
Q5 : ใครบ้างควรตรวจตาเป็นพิเศษ
ผู้ที่อายุเกิน 50 ปี คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค ผู้สูบบุหรี่ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด
Q6 : ใช้มือถือมากทำให้จอประสาทตาเสื่อมไหม
ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง แต่แสงสีฟ้าอาจเพิ่มภาระต่อจอประสาทตา และเร่งความเสื่อมในผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว
Q7 : โรคนี้เกี่ยวกับการใส่คอนแทคเลนส์หรือไม่
ไม่เกี่ยว แต่หากใส่คอนแทคเลนส์ผิดวิธีอาจเกิดปัญหาตาอื่น ๆ แทรกได้ ทำให้ตรวจโรคได้ช้าลง


