จอประสาทตาเสื่อม สัญญาณเตือนแบบลึกที่ต้องรู้ เช็กก่อนสายเกินรักษา

|
|
จอประสาทตาเสื่อม สัญญาณเตือนแบบลึกที่ต้องรู้ เช็กก่อนสายเกินรักษา
จอประสาทตาเสื่อม สัญญาณเตือนแบบลึกที่ต้องรู้ เช็กอาการเสี่ยงก่อนสายเกินรักษา

จอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration: AMD) เป็นโรคตาที่ทำให้ “การมองเห็นตรงกลางภาพ” ค่อย ๆ หายไปแบบไม่รู้ตัว สาเหตุสำคัญมาจากอายุที่มากขึ้น ร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันสูง หรือภาวะหลอดเลือดเสื่อม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจว่ามองเห็นพร่าเพราะ “สายตาผิดปกติ” ทั่วไป จึงปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลามขั้นรุนแรง

เพื่อไม่ให้มองข้ามสัญญาณอันตราย บทความนี้จะพาเช็กอาการเตือนแบบละเอียด พร้อมแนวทางตรวจรักษาที่ควรรู้ก่อนเกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นถาวรค่ะ

จอประสาทตาเสื่อมคืออะไร เกิดขึ้นบริเวณใดของดวงตา

จอประสาทตาเสื่อมคือ ความผิดปกติของบริเวณ Macula ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่คมชัดที่สุดอยู่ตรงกลางจอประสาทตา เมื่อเซลล์บริเวณนี้เสื่อมหรือถูกทำลาย การมองเห็นตรงกลางจะพร่ามัว เห็นเส้นคดเบี้ยว หรือมีเงาดำบัง แม้ด้านข้างยังมองเห็นได้ปกติ

ลักษณะของโรคแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก

1) แบบแห้ง (Dry AMD)

พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมของเซลล์รับแสงแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้มองเห็นพร่ามัวลงทีละน้อย

2) แบบเปียก (Wet AMD)

อันตรายกว่า เกิดเส้นเลือดใหม่ผิดปกติใต้จอประสาทตา เลือดหรือของเหลวรั่วออกมา ทำให้การมองเห็นกลางภาพบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็ว

การรู้เท่าทันและตรวจเร็ว สามารถชะลอความเสื่อมและช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้มากที่สุดค่ะ

สัญญาณเตือน “จอประสาทตาเสื่อม” ที่ต้องสังเกตก่อนสายเกินไป

อาการของจอประสาทตาเสื่อมมักค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อยจนผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะในรูปแบบแห้งที่พัฒนาแบบช้า แต่ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร โอกาสรักษาและชะลอโรคยิ่งสูงขึ้น

อาการจอประสาทตาเสื่อม

1. มองเห็น “เส้นตรงกลายเป็นเส้นคดงอ”

เป็นอาการคลาสสิกที่สุด เช่น มองกรอบประตู ปลายผนัง หรือเส้นกระเบื้องแล้วเห็นบิดเบี้ยว การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แบบนี้บ่งชี้ถึงความผิดปกติของมาคูลาที่ชัดเจน

2. มองเห็นภาพตรงกลางพร่ามัว แม้ด้านข้างยังเห็นชัด

ผู้ป่วยหลายคนเริ่มสังเกตว่ามองตัวหนังสือกลางบรรทัดไม่ชัด แต่ยังเห็นรอบข้างได้ดี จนคิดว่าเป็นเรื่องสายตาสั้นหรือยาวธรรมดา หากปล่อยไว้ อาการจะเพิ่มขึ้นจนเหมือนมีเงาดำบังอยู่กลางภาพ

3. อ่านหนังสือยาก รู้สึกต้องใช้แสงสว่างมากขึ้น

แม้สายตาผู้อายุมักต้องใช้แสงมากขึ้นอยู่แล้ว แต่หากสังเกตว่าจำเป็นต้องเพิ่มแสงตลอดเวลา หรืออ่านแล้วตัวหนังสือซ้อนกัน ควรตรวจเช็กทันที

4. มองเห็นสีซีดลงหรือภาพจางกว่าปกติ

เพราะเซลล์รับแสงบริเวณมาคูลาเสื่อม ทำให้ความสามารถในการรับรายละเอียดและสีลดลง ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพหม่นเทาหรือขาดความคมชัด

5. เกิด “จุดดำกลางภาพ” หรือมีพื้นที่ขาดหาย

เมื่อโรคเข้าสู่ช่วงลุกลาม จะเกิดจุดว่างกลางลานสายตา ทำให้การมองเห็นตรงกลางหายไปเป็นบริเวณ ทำให้ทำกิจวัตรทั่วไป เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ หรือทำงานละเอียดได้ลำบาก

6. การมองเห็นตอนกลางคืนแย่ลง

จอประสาทตาเสื่อมอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามองเห็นในที่แสงน้อยลำบากขึ้น ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของแสง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของจอประสาทตาเสื่อม

ก่อนเข้าสู่ส่วนต่อไป มาดูว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ควรระวัง เพราะการลดปัจจัยเสี่ยงสามารถช่วยชะลอโรคได้ถึงระดับหนึ่ง

    1. อายุ 50 ปีขึ้นไป

    ยิ่งอายุมากขึ้น เซลล์รับแสงจะเสื่อมตามธรรมชาติ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    1. สูบบุหรี่

    สารพิษในบุหรี่ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ทำให้เกิดการอักเสบและลดการไหลเวียนเลือด เพิ่มความเสี่ยง AMD มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

    1. โรคประจำตัว

    เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายรวมถึงดวงตาเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้มาคูลาเกิดความเสียหายได้ง่าย

    1. ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม

    มีงานวิจัยพบว่าพันธุกรรมมีผลต่อการเกิดโรคอย่างมีนัยสำคัญ หากสมาชิกในครอบครัวเคยเป็น ควรตรวจตาเป็นประจำ

    1. แสง UV และแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล

    แสง UV มีผลต่อการเสื่อมของเซลล์รับแสง ส่วนแสงสีฟ้า (Blue Light) จากอุปกรณ์จออิเล็กทรอนิกส์สัมพันธ์กับภาวะ oxidative stress ซึ่งอาจเร่งให้เซลล์มาคูลาเสื่อมเร็วขึ้น

    1. อาหารไขมันสูง ผักผลไม้น้อย

    อาหารที่ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน และซีแซนธีน ทำให้มาคูลาเสื่อมง่ายขึ้นกว่าปกติ

    ตรวจอย่างไรให้รู้ว่าเราเป็นจอประสาทตาเสื่อมหรือไม่

    การวินิจฉัยที่ถูกต้องต้องทำโดยจักษุแพทย์ผ่านหลายขั้นตอน เช่น

    1. ตรวจลานสายตาและความคมชัดของการมองเห็น

    1. ใช้ “Amsler Grid” เพื่อตรวจเส้นคดเบี้ยว

    1. ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่อง OCT เพื่อดูชั้นเนื้อเยื่ออย่างละเอียด

    1. ตรวจเส้นเลือดด้วย Fluorescein angiography เพื่อระบุเส้นเลือดผิดปกติ

    การตรวจด้วยเครื่อง OCT เป็นมาตรฐานสำคัญเพราะเห็นความผิดปกติของมาคูลาได้แม้เพียงเล็กน้อย ทำให้รักษาได้เร็วขึ้นค่ะ

    จอประสาทตาเสื่อมรักษาอย่างไร

    แนวทางรักษาแตกต่างตามชนิดของโรค

    1) รักษาแบบแห้ง (Dry AMD)

    ไม่มียาที่รักษาให้หายขาด เป้าหมายคือ “ชะลอความเสื่อม” โดยเน้น

    1. การรับประทานวิตามินกลุ่ม AREDS2 (ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินซี อี ซิงก์)

    1. ควบคุมโรคประจำตัว

    1. ดูแลสุขภาพตา งดสูบบุหรี่

    1. ใช้แว่นกันแดดกัน UV ทุกครั้งเมื่อออกแดด

    2) รักษาแบบเปียก (Wet AMD)

    จำเป็นต้องรักษาอย่างรวดเร็วเพราะการเสื่อมเกิดขึ้นเร็วมาก วิธีหลักคือ

    1. ฉีดยายับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ (Anti-VEGF)
    ช่วยหยุดเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติและลดอาการบวมของมาคูลา ต้องฉีดต่อเนื่องเป็นระยะตามการประเมินของแพทย์

    1. เลเซอร์รักษาเฉพาะจุด
    กรณีพบเส้นเลือดผิดปกติบางตำแหน่ง

    1. Photodynamic therapy (PDT)
    ใช้ร่วมกับยาเพื่อปิดเส้นเลือดผิดปกติแบบจำเพาะเจาะจง

  • การดูแลตัวเองเพื่อชะลอจอประสาทตาเสื่อมไม่ให้ลุกลาม

    การดูแลตัวเองเพื่อชะลอจอประสาทตาเสื่อมไม่ให้ลุกลาม

    ก่อนเข้าสู่ Bullet Points มาดูหลักสำคัญก่อนว่า “การใช้ชีวิตประจำวัน” มีผลโดยตรงกับความเร็วในการเสื่อมของมาคูลา ดังนั้นการปรับพฤติกรรมสามารถช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้มากกว่าที่คิด

    1. กินอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูง

    เช่น ผักใบเขียวเข้ม ไข่แดง อะโวคาโด หรือข้าวโพด สารเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของมาคูลา ทำหน้าที่กรองแสงและลดความเสื่อมของเซลล์

    1. งดสูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้ควันบุหรี่

    เพราะควันบุหรี่เร่งให้เซลล์เสื่อมและทำให้รักษาได้ผลน้อยลง

    1. ควบคุมโรคประจำตัวอย่างจริงจัง

    ผู้ที่มีเบาหวาน ความดัน หรือไขมันสูงควรตรวจและกินยาตามแพทย์สั่งเพื่อลดผลกระทบต่อหลอดเลือดที่เลี้ยงตา

    1. ใส่แว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติกัน UV 100%

    ช่วยป้องกันการทำลายของแสงแดดต่อเซลล์มาคูลา

    1. จำกัดเวลาใช้มือถือ/คอมพิวเตอร์ในที่มืด

    เพราะแสงสีฟ้าอาจเพิ่มภาระให้จอประสาทตาได้

    1. ตรวจตาเป็นประจำทุกปีหลังอายุ 40

    ยิ่งตรวจเร็ว ยิ่งรักษาได้เร็ว ลดโอกาสสูญเสียการมองเห็นถาวร

    สรุปแล้ว การดูแลตามจุดเหล่านี้ช่วยชะลอโรคและลดอาการลุกลามได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ

  • สรุป จอประสาทตาเสื่อมต้องรู้เท่าทัน ตรวจเร็ว ลดเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น

    จอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่ “อันตรายแบบค่อยเป็นค่อยไป” หากไม่รู้ตัว อาการอาจรุนแรงจนกระทบงานและคุณภาพชีวิต ดังนั้นหากเริ่มมีอาการ — เห็นเส้นคดงอ มองไม่ชัดตรงกลาง หรือมีจุดดำบดบัง — ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

    การรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยถนอมการมองเห็น และหลายกรณีสามารถชะลออาการจนคงสภาพได้เป็นเวลานานค่ะ

      ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียว ควรเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

    Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด

    นัดตรวจดวงตากับจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “จอประสาทตาเสื่อม”

    Q1 : จอประสาทตาเสื่อมรักษาหายไหม

    รักษาไม่ให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอความเสื่อมและป้องกันการลุกลามได้ โดยเฉพาะหากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

    Q2 : จอประสาทตาเสื่อมอันตรายแค่ไหน

    เป็นโรคที่ทำให้ “การมองเห็นตรงกลาง” สูญเสียได้ถาวร ทำให้ทำกิจกรรมสำคัญ เช่น อ่านหนังสือหรือขับรถ ลำบากมากขึ้น

    Q3 : อาการเริ่มต้นของโรคนี้คืออะไร

    มองเห็นเส้นตรงเบี้ยว ตัวหนังสือซ้อนกัน มองตรงกลางไม่ชัด หรืออ่านหนังสือลำบาก ทักว่าต้องใช้แสงมากขึ้นเรื่อย ๆ

    Q4 : จอประสาทตาเสื่อมป้องกันได้ไหม

    สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการงดสูบบุหรี่ ใส่แว่นกันแดด ควบคุมเบาหวานและความดัน และกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

    Q5 : ใครบ้างควรตรวจตาเป็นพิเศษ

    ผู้ที่อายุเกิน 50 ปี คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค ผู้สูบบุหรี่ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด

    Q6 : ใช้มือถือมากทำให้จอประสาทตาเสื่อมไหม

    ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง แต่แสงสีฟ้าอาจเพิ่มภาระต่อจอประสาทตา และเร่งความเสื่อมในผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว

    Q7 : โรคนี้เกี่ยวกับการใส่คอนแทคเลนส์หรือไม่

    ไม่เกี่ยว แต่หากใส่คอนแทคเลนส์ผิดวิธีอาจเกิดปัญหาตาอื่น ๆ แทรกได้ ทำให้ตรวจโรคได้ช้าลง

    แชร์บทความ