ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองทำได้อย่างไร? พร้อมแนวทางดูแลตนเอง

|
|
ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองทำได้อย่างไร? พร้อมแนวทางดูแลตนเอง
ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองทำได้อย่างไร? พร้อมแนวทางดูแลตนเอง

อาการ “ตาบอดสี” หรือ Color Blindness เป็นภาวะที่ดวงตาไม่สามารถแยกแยะสีบางเฉดได้เหมือนคนปกติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามองไม่เห็นสีเลย แต่จะมีบางสีที่มองคล้ายกัน เช่น แดงกับเขียว หรือน้ำเงินกับม่วง ภาวะนี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในอาชีพที่ต้องใช้การมองเห็นสีอย่างแม่นยำ เช่น แพทย์ วิศวกร หรือนักบิน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าตนเองมีภาวะนี้ เพราะอาการไม่ได้รุนแรงและสังเกตได้ยาก การ “ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง” จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้รู้เบื้องต้นว่าคุณอาจมีแนวโน้มตาบอดสีหรือไม่ ก่อนจะเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ค่ะ

ตาบอดสีเกิดจากอะไร

ก่อนจะไปถึงวิธีทดสอบ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ตาบอดสี” เกิดขึ้นได้อย่างไร

ตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงในจอประสาทตาที่เรียกว่า Cone cells ซึ่งมีหน้าที่รับรู้สีหลัก 3 สี ได้แก่

  • แดง (Red)

  • เขียว (Green)

  • น้ำเงิน (Blue)

    เมื่อเซลล์เหล่านี้ทำงานผิดปกติหรือขาดหายไปบางส่วน จะทำให้มองเห็นสีผิดเพี้ยนไป เช่น เห็นสีแดงเป็นน้ำตาล หรือแยกสีเขียวไม่ได้ เป็นต้น

    สาเหตุหลักของภาวะตาบอดสี ได้แก่

  • พันธุกรรม (กรรมพันธุ์): พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเพศชาย เพราะยีนที่ควบคุมอยู่บนโครโมโซม X
  • ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง: เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม ต้อหิน เบาหวานขึ้นตา หรือได้รับผลข้างเคียงจากยา
  • อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บที่ดวงตา: โดยเฉพาะบริเวณจอประสาทตา

    แม้ภาวะตาบอดสีจากพันธุกรรมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตได้ตามปกติด้วยการรู้เท่าทัน

  • ประเภทของตาบอดสี

    ประเภทของตาบอดสี

    ภาวะตาบอดสีสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท โดยแบ่งตามลักษณะของเซลล์รับแสงที่ผิดปกติ

    1. ตาบอดสีแดง–เขียว (Red-Green Color Blindness)

    เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด แบ่งย่อยได้อีก เช่น

      Protanomaly : มองสีแดงอ่อนลง
      Deuteranomaly : มองสีเขียวอ่อนลง
      Protanopia : มองไม่เห็นสีแดง
      Deuteranopia : มองไม่เห็นสีเขียว

    2. ตาบอดสีน้ำเงิน–เหลือง (Blue-Yellow Color Blindness)

    พบได้น้อยกว่า แบ่งเป็น

      Tritanomaly : มองสีน้ำเงินและเหลืองยาก
      Tritanopia : มองไม่เห็นสีน้ำเงิน

    3. ตาบอดสีสมบูรณ์ (Total Color Blindness)

    พบได้น้อยมาก มักเกิดจากความผิดปกติของจอประสาทตาทั้งหมด ทำให้มองเห็นได้เพียงสีเทา ขาว และดำ

    วิธีทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง

    วิธีทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง

    การทดสอบตาบอดสีเบื้องต้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ทั้งแบบออนไลน์และแบบใช้แผ่นทดสอบ โดยมีวิธีหลักที่นิยมใช้คือ แบบทดสอบอิชิฮาระ (Ishihara Test)

    แบบทดสอบ Ishihara (Ishihara Color Test)

    เป็นการทดสอบมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก พัฒนาโดย Dr. Shinobu Ishihara จักษุแพทย์ชาวญี่ปุ่น

    ลักษณะของแผ่นทดสอบ:

    จะเป็นภาพวงกลมที่ประกอบด้วยจุดสีเล็ก ๆ หลายเฉด รวมกันเป็นตัวเลขหรือเส้นทาง

  • ผู้ที่มองเห็นสีปกติจะเห็นตัวเลขชัดเจน
  • ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีจะเห็นตัวเลขผิด หรือมองไม่เห็นเลย
  • ขั้นตอนทดสอบด้วยตัวเอง:
      1. เตรียมจอภาพหรือกระดาษที่แสดงแผ่นทดสอบในแสงธรรมชาติ
      2. อย่าใช้หน้าจอสว่างหรือมืดเกินไป เพราะอาจมีผลต่อการมองเห็น
      3. มองภาพแต่ละแผ่นประมาณ 3–5 วินาที แล้วตอบตัวเลขที่เห็น
      4. เปรียบเทียบกับเฉลยผลจากเว็บไซต์หรือเอกสารอ้างอิง

    หากมองเห็นตัวเลขไม่ครบหรือไม่ตรงตามเฉลย ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมโดยจักษุแพทย์ เพื่อยืนยันผลอย่างแม่นยำ

    (แนะนำควร “ตรวจสุขภาพตา” ประจำปี อย่างน้อยปีละครั้ง)

    ทดสอบตาบอดสีที่โรงพยาบาล

    หากต้องการผลที่แม่นยำ แนะนำให้ตรวจโดยจักษุแพทย์ ซึ่งจะมีเครื่องมือเฉพาะและวิธีทดสอบเพิ่มเติม เช่น

  • Anomaloscope: เครื่องตรวจวัดความสามารถในการแยกสีแดง–เขียวอย่างละเอียด

  • Farnsworth Test: ใช้เรียงเฉดสีจากเข้มไปอ่อน เพื่อประเมินระดับความผิดปกติ

  • Cambridge Color Test:ใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพสีซับซ้อน เพื่อวิเคราะห์การรับรู้เฉดสีในระดับลึก

    การตรวจเหล่านี้ช่วยระบุชนิดและความรุนแรงของภาวะตาบอดสีได้อย่างแม่นยำกว่าการทดสอบทั่วไป

  • เมื่อรู้ว่าตาบอดสี ควรทำอย่างไร

    แม้ภาวะตาบอดสีจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (ในกรณีกรรมพันธุ์) แต่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติด้วยการปรับตัว เช่น

    แนวทางดูแลตนเองและปรับตัวในชีวิตประจำวัน

  • ใช้แอปหรือฟังก์ชันช่วยระบุสีในสมาร์ตโฟน เช่น “Color ID”
  • จัดเรียงเสื้อผ้าและของใช้ตามเฉดสี หรือใช้สัญลักษณ์แทนสี
  • แจ้งเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัวให้เข้าใจ เพื่อช่วยตรวจสอบสีในบางงาน
  • หลีกเลี่ยงอาชีพบางประเภทที่ต้องใช้การแยกสีอย่างเข้มงวด เช่น นักบิน ทหารบางสาขา หรือช่างไฟฟ้า
  • สำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีจากสาเหตุอื่น เช่น โรคจอประสาทตา หรือใช้ยาบางชนิด ควรพบแพทย์เพื่อรักษาต้นเหตุโดยตรง

    อ่านเพิ่มเติม : ตาบอดสีรักษาได้ไหม

    แว่นช่วยตาบอดสีมีจริงหรือไม่?

    ปัจจุบันมี “แว่นกรองสี (Color Correction Glasses)” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้มีภาวะตาบอดสีเห็นสีได้ชัดขึ้น เช่น แว่นจากแบรนด์ EnChroma หรือ Colorlite ซึ่งช่วยปรับแสงและความเข้มของสีให้สมดุลมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แว่นชนิดนี้ไม่ได้รักษาอาการให้หายขาด เพียงช่วย “เพิ่มความแตกต่างของสี” เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้นในบางสถานการณ์เท่านั้น

    สรุป ทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองได้ แต่ควรยืนยันผลกับจักษุแพทย์

    การทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเองเป็นวิธีที่ดีในการรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการมองเห็นของตนเอง โดยเฉพาะก่อนสมัครงานบางอาชีพหรือเข้าสอบในสถาบันที่มีข้อจำกัดด้านสายตา แต่เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย ควรเข้ารับการตรวจอย่างเป็นทางการจากแพทย์เฉพาะทางค่ะ

    หากคุณต้องการตรวจสุขภาพตาครบวงจร สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจักษุแพทย์ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้คำแนะนำเฉพาะบุคคลและการดูแลที่เหมาะสม

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบตาบอดสี

    Q1 : ตาบอดสีรักษาได้ไหม?

    ภาวะตาบอดสีจากพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากเกิดจากโรคหรือยา อาจดีขึ้นเมื่อรักษาสาเหตุ

    Q2 : สามารถสอบเข้าทหารหรือตำรวจได้ไหมหากตาบอดสี?

    บางตำแหน่งที่ต้องใช้การมองเห็นสีอย่างแม่นยำ เช่น ขับรถหรือสัญญาณไฟ จะไม่รับผู้มีภาวะตาบอดสี

    Q3 : แบบทดสอบออนไลน์เชื่อถือได้แค่ไหน?

    เ ใช้คัดกรองเบื้องต้นได้ แต่ไม่แม่นยำเท่าการตรวจโดยแพทย์ เพราะขึ้นอยู่กับจอภาพและแสงที่ใช้

    Q4 : เด็กควรตรวจตาบอดสีเมื่อไหร่?

    แนะนำให้ตรวจเมื่ออายุประมาณ 3–5 ปี หรือเมื่อเริ่มเข้าเรียน เพื่อให้ครูเข้าใจและช่วยสอนอย่างเหมาะสม

    Q5 : ตาบอดสีมีผลต่อการขับรถไหม?

    ส่วนใหญ่สามารถขับรถได้ตามปกติ แต่ควรฝึกจำตำแหน่งไฟจราจรแทนการดูสี

    Q6 : แว่นกรองสีช่วยให้มองเห็นสีได้ปกติไหม?

    ไม่ถึงขั้นปกติ แต่ช่วยให้แยกเฉดสีได้ดีขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกในชีวิตประจำวัน

    Q7 : การทดสอบตาบอดสีใช้เวลานานไหม?

    ใช้เวลาเพียง 5–10 นาทีเท่านั้น หากตรวจโดยแพทย์อาจใช้เวลามากขึ้นตามชนิดของเครื่องมือ

    Q8 : คนที่เป็นตาบอดสีสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้ไหม?

    ได้ โดยเฉพาะหากแม่เป็นพาหะ ยีนจะส่งต่อให้ลูกชายมีโอกาสตาบอดสีสูงกว่าปกติ

    แชร์บทความ