กระจกตาบาง คืออะไร? สาเหตุ อันตราย และทำเลสิคได้ไหม

|
|
กระจกตาบาง คืออะไร? สาเหตุ อันตราย และทำเลสิคได้ไหม
กระจกตาบาง

หลายคนที่สนใจทำเลสิคมักได้ยินคำว่า “กระจกตาบาง” และสงสัยว่าตัวเองจะทำเลสิคได้หรือไม่ กระจกตาบางเป็นภาวะที่พบได้และอาจส่งผลต่อการมองเห็น รวมถึงความปลอดภัยของการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุ วิธีตรวจ ว่ากระจกตาบางมีความเสี่ยงอะไร รวมถึงคำตอบสำคัญว่า กระจกตาบางทำเลสิคได้ไหม และถ้าไม่ได้ มีวิธีไหนแทนได้บ้าง

กระจกตาบาง คืออะไร

กระจกตา (Cornea) คือเนื้อเยื่อใสด้านหน้าสุดของดวงตา ทำหน้าที่หักเหแสงเข้าสู่เลนส์ตาและจอประสาทตา ความหนาปกติอยู่ที่ประมาณ 500–550 ไมครอน หากน้อยกว่านี้ถือว่าเป็น “กระจกตาบาง” ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้างตาและความปลอดภัยในการทำผ่าตัดเลสิค

หน้าที่และความสำคัญของความหนากระจกตา

  • หักเหและโฟกัสแสง – กระจกตาเป็นตัวกำหนดกำลังหักเหประมาณ 70% ของดวงตา

  • ปกป้องโครงสร้างภายในตา – ทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันฝุ่น เชื้อโรค และแรงกระแทก

  • รักษารูปร่างลูกตา – ความหนาและความแข็งแรงช่วยคงรูปทรงลูกตาให้คงที่

  • สาเหตุของกระจกตาบาง

      1. พันธุกรรม – บางคนมีกระจกตาบางโดยกำเนิด

      2. โรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) – ทำให้กระจกตาบางและโป่งเป็นทรงกรวย

      3. การผ่าตัดตาในอดีต – เช่น เคยทำเลสิคหรือ PRK มาก่อน

      4. บาดเจ็บหรืออักเสบของกระจกตา – จากการติดเชื้อหรือสารเคมี

      5. พฤติกรรมเสี่ยง – ขยี้ตาบ่อยหรือแรงเกินไป

    อาการและสัญญาณเตือน

  • การมองเห็นพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว

  • ค่าสายตาสั้นหรือเอียงเปลี่ยนเร็วผิดปกติ

  • เห็นแสงรัศมีหรือแสงกระจายตอนกลางคืน

  • ตาไวต่อแสงมากขึ้น

  • ในบางรายกระจกตาบางอาจไม่มีอาการ ต้องตรวจด้วยเครื่องมือเฉพาะทางจึงจะทราบ

    วิธีตรวจว่ามีกระจกตาบางหรือไม่

    1) Pachymetry

    ใช้คลื่นอัลตราซาวด์หรือแสงวัดความหนากระจกตาเป็นไมครอน

    2) Corneal Topography / Tomography

    สร้างแผนที่ความโค้งของกระจกตาเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น กระจกตาโป่ง

    3) Anterior Segment OCT

    เครื่องถ่ายภาพตัดขวางความละเอียดสูงเพื่อประเมินความหนาทุกชั้นของกระจกตา

    กระจกตาบางทำเลสิคได้ไหม

    การทำเลสิคต้องตัดชั้นกระจกตาบางส่วนและปรับความโค้งด้วยเลเซอร์ ถ้ากระจกตาบางเกินไป อาจเหลือเนื้อกระจกตาหลังผ่าตัดไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อภาวะ Post-LASIK Ectasia หรือกระจกตาโป่งในอนาคต ซึ่งแก้ไขได้ยาก

    เกณฑ์ความปลอดภัยเบื้องต้น

  • ความหนากระจกตา ≥ 480 ไมครอน (โดยทั่วไป) แต่ขึ้นอยู่กับค่าสายตาที่คนไข้มีด้วย

  • เหลือเนื้อกระจกตาหลังผ่าตัด ≥ 280–300 ไมครอน

  • ไม่มีสัญญาณโรคกระจกตาโป่ง

  • หากไม่ผ่านเกณฑ์นี้ แพทย์มักไม่แนะนำทำเลสิค

    ทางเลือกแทนการทำเลสิคสำหรับคนกระจกตาบาง

    PRK (Photorefractive Keratectomy)

    เลเซอร์ผิวกระจกตาโดยไม่เปิดฝากระจกตา เหมาะกับกระจกตาบางเล็กน้อย ฟื้นตัวช้ากว่าเลสิคแต่ปลอดภัยกว่าในบางกรณี

    ICL (Implantable Collamer Lens)

    ใส่เลนส์เสริมถาวรในลูกตา ไม่ตัดเนื้อกระจกตา เหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาสูงและกระจกตาบางมาก

    Ortho-K (Orthokeratology)

    คอนแทคเลนส์แข็งใส่ขณะนอน เพื่อปรับรูปร่างกระจกตาชั่วคราว เหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมผ่าตัด

    การดูแลและป้องกันภาวะกระจกตาบาง

  • หลีกเลี่ยงขยี้ตาแรง ๆ

  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้ามีค่าสายตาสั้นหรือเอียงสูง

  • รักษาโรคตาอักเสบหรือภูมิแพ้ตาทันที

  • ใช้แว่นกันแดดป้องกันรังสี UV

  • สรุปกระจกตาบางควรทำอย่างไร

    กระจกตาบาง เป็นภาวะที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะหากต้องการทำเลสิค การประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความปลอดภัยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต ถ้าไม่เหมาะทำเลสิคยังมีวิธีอื่นที่ให้ผลลัพธ์ดี เช่น PRK หรือ ICL

      ดวงตาของคุณมีเพียงคู่เดียว ควรเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

    Prodpran LASIK โดยหมอปู คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรนัดตรวจอย่างยิ่ง เราพร้อมดูแลเรื่องทำเลสิคสายตาสั้น ยาว หรือเอียง พร้อมเทคโนโลยีวิเคราะห์การมองเห็นอย่างละเอียด

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “กระจกตาบาง”

    Q1 : กระจกตาบางโดยกำเนิดอันตรายหรือไม่?

    A: ถ้าไม่มีโรคร่วมและความหนาเพียงพอต่อการใช้งานก็อาจไม่อันตราย แต่ควรติดตามตรวจเป็นระยะ

    ทำไมกระจกตาบางถึงเสี่ยงต่อการทำเลสิค?

    A: เพราะการเลเซอร์เนื้อกระจกตาออกอาจทำให้เหลือความหนาน้อยเกินไป เสี่ยงกระจกตาโป่งและการมองเห็นแย่ลง

    Q3 : PRK ปลอดภัยกว่าสำหรับคนกระจกตาบางหรือไม่?

    A: ปลอดภัยกว่าในบางกรณีเพราะใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิค แต่ต้องให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล

    Q4 : กระจกตาบางแก้ไขได้ไหม?

    A: ไม่สามารถทำให้หนาขึ้นตามธรรมชาติได้ แต่มีวิธีเสริมความแข็งแรง เช่น Corneal Cross-linking ในกรณีโรคกระจกตาโป่ง

    Q5 : กระจกตาบางเท่าไรถึงเรียกว่าเสี่ยง?

    A: โดยทั่วไป ความหนากระจกตาน้อยกว่า 500 ไมครอน จะถือว่าบางกว่าค่าเฉลี่ย และถ้าน้อยกว่า 480 ไมครอน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการทำเลสิค จึงต้องประเมินอย่างละเอียดก่อน

    Q6 : กระจกตาบางกับโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) ต่างกันอย่างไร?

    A: กระจกตาบางเป็นเพียงความหนาที่น้อยกว่าปกติ ส่วนโรคกระจกตาโป่งคือการที่กระจกตาไม่เพียงบาง แต่มีการเปลี่ยนรูปเป็นทรงกรวย ทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนเร็วและมองเห็นผิดปกติรุนแรง

    Q7 : ถ้ากระจกตาบางและมีสายตาสั้นมาก ควรเลือกวิธีใดแทนเลสิค?

    A: ตัวเลือกที่เหมาะสมได้แก่ ICL (เลนส์เสริมภายในตา) หรือ PRK ซึ่งใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิค และยังสามารถแก้ไขค่าสายตาสูงได้

    Q8 : การขยี้ตาทำให้กระจกตาบางลงจริงหรือ?

    A: จริงค่ะ โดยเฉพาะถ้าขยี้แรงและบ่อย จะทำให้เนื้อกระจกตาเสียรูปและบางลง เพิ่มความเสี่ยงโรคกระจกตาโป่ง

    Q9 : กระจกตาบางสามารถป้องกันไม่ให้บางลงกว่าเดิมได้หรือไม่?

    A: แม้จะไม่สามารถเพิ่มความหนาตามธรรมชาติได้ แต่สามารถป้องกันการบางลงเพิ่มเติมได้โดย เลี่ยงขยี้ตา, ป้องกันการบาดเจ็บตา, และรักษาโรคตาอักเสบให้ทันที

    Q10 : กระจกตาบางต้องตรวจติดตามบ่อยแค่ไหน?

    A: ควรตรวจทุก 6–12 เดือน หรือเร็วกว่านั้นหากมีอาการมองเห็นเปลี่ยนไป หรือสงสัยว่ามีโรคกระจกตาโป่งร่วม

    แชร์บทความ